มรดกธรรมของหลวงพ่อ
หนังสืออนุสรณ์การมรณภาพครบปีที่ ๔

ธนาคารธรรม ตอน ๒
(Bank Of Dhamma II)
ธรรมโอวาทของพระนพีสีพิศาลคุณ (ทองอินทร์ กุสลจิตฺโต)
วัดสันติธรรม ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่



*****************************************************************************************

ภาพประกอบจาก INTERNET

เอกัคคตาจิต

...เรากำหนดลมหายใจเข้าออกว่าพุทโธ ๆ ๆ อยู่อย่างนี้ให้เป็นเครื่องอยู่ เป็นการสร้างสติ  ทีนี้ถึงเวลามันจะเป็นทีนี้  อาการที่มันจะ ใจจะสงบลง เหมือนกับอาการที่เคลิ้ม ๆ มันเหมือนกับมันจะหลับ  บางคนว่า  แล้วมันก็วูบลง  วูบลงไป  ทีนี้ไอ้ใจหลังจากมันวูบลงไปแล้ว  แล้วมันมีความรู้สึกตื่นตัวขึ้นมา  พอวูบพรึบ ลงไปสู่จุดที่ตั้งแล้ว  แล้วก็จะมีความรู้สึกขึ้นมาว่า “อ้อนี่ใจ”  รู้จักใจตัวเองขึ้นมาอย่างนี้  เรียกว่า ใจเป็นสมาธิหรือใจตกลงสู่ภวังค์ เป็นสมาธิเรีกว่า สัมมาสมาธิ  เมื่อมันเข้าถึงอย่างนั้นจิตมันก็จะแน่วอยู่ในจุดนั้นเลย เป็นหนึ่งเลยทีนี้ เรียกว่า  เอกัคคตาจิต...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๕ มรรค ๘ หน้า ๒๙๑

 

สันตติบังอนิจจัง

...กาย สิ่งที่เรามองเห็นเป็นธรรมดา  ทั้งมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย เกิดมาเป็นรูปร่างกายและก็แปรปรวน เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติธรรมดา  ที่เรียกว่าอนิจจัง  เปลี่ยนไปอย่างนั้น  รูปร่างกายอันนี้มนุษย์ทั้งหลายมองเห็นได้อยู่  แต่แทนที่จะสลดสังเวชใจ ไม่สลด  เพราะไม่รู้จักตัวข้างใน  มีแต่ไปรู้ข้างนอกก็เลยยุ่ง...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๘ อวิชชาพาเกิด หน้า ๑๗๕

 

ภวังคจิต
              
  จิตตกสู่ภวังค์  หมายถึง ว่าจิตของเรามารวมกันเป็นหนึ่งในข้างใน  มันมีเวทนา  มีสัญญา  มีสังขาร  มีวิญญาณ  ดังที่ว่าให้ฟังไว้  มันต้องรวมกันเป็นจุดเดียว  รวมกันเฉย ๆ  เวทนาก็อยู่อย่างนั้น  สัญญาก็เหมือนกัน  สังขาร  วิญญาณ  ก็อยู่อยางนั่นล่ะ และใจก็เป็นผู้รู้ไปรวมกันเป็นหนึ่ง  มันไม่ทราบอย่างนั้น ว่ารวมเข้าเป็นอันเดียวกัน  จึงเรียกว่า  ใจเป็นหนึ่ง
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๖ สังวรปธาน หน้า ๑๖๕

 

ฝึกใจ

เรามาฝึกใจของเราให้มีสติ สมาธิ ปัญญา เกิดขึ้นไม่ใช่อื่นไกล ให้มันเกิดขึ้นในใจของเรา ถ้าหากว่าเราไปท่องจำว่า ศีล สมาธิ ปัญญา มันก็ไม่ยาก แต่ว่าทำให้มันมีมันเป็นเกิดขึ้น ถ้ามันเกิดขึ้นมันมีขึ้นแล้ว มันเป็นที่พึ่งของใจจริงๆ เมื่อใจเข้าสู่ความสงบแล้ว ศีลก็อยู่ที่นั้น สติก็อยู่ที่นั้น สมาธิก็อยู่ที่นั้น ปัญญาก็อยู่ที่นั้นหมดเลย
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑๑ เชื่อในกรรม หน้า ๑๘๙

 

หลักในสติปัฏฐาน

...หลักในสติปัฏฐาน นั้น  ท่านว่าต้องประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. อาตาปี  แปลว่า  ความเพียรยังกิเลสให้เร่าร้อน
๒.  สัมปชาโน คือมีสติรู้พร้อม  ๓.  สติมา ให้มีสติระลึกนึกอย่าให้หลงลืมระลึกนึกอย่าให้หลงลืม
ถ้ามันหลงไปลืมไปก็ดึงเข้ามาอีกทีนี้ตัวสำคัญ  ได้ตัวสตินั้นมีหน้าที่จะต้องทำงาน  ที่จะต้องประคับประคอง  ถ้ามันวิ่งหนีไปดึงมาอีก  อาตาปี  ทีนี้ตัวความเพียรนั้น  หมายถึง  เรารักษาใจของเราไว้ในที่นั้น  ให้มันติดต่อกันไปเรื่อย อย่าให้มันขาดสาย...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๔ ตามรอยพระอริยเจ้า หน้า ๑๔๔

 

หัวใจเหมือนถ่านไฟแดง

เพราะว่าสิ่งต่างๆ มันเกิดจากใจเราทั้งนั้น  ถ้าเอาใจแล้วก็ใช้ได้เลย  เรียกว่าให้รู้ตัว  อย่าให้สิ่งที่มันไม่ดีไม่งามไปครอบงำ นี้ถ้ารู้อยู่ดวงรู้  รู้เฉพาะดวงรู้อยู่แล้วนะ  สิ่งที่มันไม่ดีมันอยู่ไม่ได้หรอก  เหมือนกับถ่านไฟ  ถ่านไฟแดงโร่  อะไรที่มันตกลงไปนะ  มันไหม้หมดละ ใจก็เหมือนกัน เข้าสู่ดวงรู้รวบรู้แล้วก็ โลภะ  โทสะ  โมหะ เข้าอยู่ไม่ได้...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๔ ตามรอยพระอริยเจ้า หน้า ๑๕๐

 

 

 

ใจทะลุทะลวงกิเลสเหมือนลูกไก่เจาะเปลือกไข่ออกมา

...สร้างธรรมะ ไม่ใช่สร้างเพื่อเอาหรอก เรียกว่าสร้างขึ้นมาเพื่อเครื่องใช้  เพื่อเป็นเครื่องเจียรไน ขัดเกลาให้ดวงรู้ซึ่งมันสกปรกด้วย อวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน  กรรม มันห่อหุ้ม มันติด เหมือนกับลูกไก่ที่อยู่ในเปลือกไข่  เปลือกไข่มันห่อมันหุ้ม แต่ว่าตัวไก่ที่อยู่ในนึกว่ามันฉลาด  มันตัวแก่มาก ๆ เข้า  มันก็เจาะเปลือกไข่นั้นออกมาอยู่ภายนอกได้  ออกจากเปลือกไข่นั้น  ออกมาอยู่ภายนอกได้  ออกจากเปลือกไข่แล้วก็พ้น  ไอ้ใจของเรานี้ก็เหมือนกัน ก็หมกอยู่ในตัว อวิชชา  มันเป็นเปลือกไข่ห่อหุ้มอยู่ข้างนอก หรือเปรียบกับเราเอง  เอาถุงใหญ่ ๆ มาใส่ไว้ หรืออย่างถุงที่เป็นพลาสติกว่างั้นเถอะ มองเห็นของที่อยู่ในถุงนั้นได้  ไอ้ใจของเรานี้ก็เหมือนกัน  ห่อตัวมัดปาก  มัดปาก ผูกปากมองเห็นอยู่ มองเห็นตัวเอง แต่มันอยู่ใน ๆ ถุงนี้ มันออกมายังไม่ได้ จะต้องเจาะออกมาให้ได้ ใจจำเป็นจะต้องสร้าง สติ  สมาธิ  ปัญญา นั้นให้มั่นคง อันดับแรก สร้างสติ สมาธิ ก่อนเพื่อให้มันเข้าถึงตัวเองเสียก่อน  เมื่อเข้าถึง ตัวเองมีกำลัง ก็ถีบมันออกมา  ยันมันออกมา  เป็นอันว่ากิจเบื้องต้นนั้นเราเพียร พยายาม ที่จะต้องสร้าง สติ สมาธิ ปัญญา ...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๓ ฉลาดในกุศลและอกุศล หน้า ๒๗๙

 

 

ดุจเพชรจรัสแสง

...พุทโธนั้นเป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่าง โดยมากจึงไม่สามารถที่จะผูกใจของตัวเอง ให้นิ่งให้อยู่ได้  เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้หาที่ตั้งๆ ดึงเข้ามา ๆ ที่ทรวงอก หมายรู้ไว้ที่ทรวงอกนี้ เพราะว่าทรวงอกนี้เป็นรูปธรรม ก็ต้องหมายรู้ตรงนี้ แล้วก็นึกพุทโธขึ้นมา ตรงนั้นตรงที่หมายนั้น ให้มันอยู่ตรงนั้น  จนมันมั่นคง จนมันนิ่ง จนมันอยู่ จนพุทโธเกิดขึ้น คือใจตั้งลง เมื่อตั้งลงก็เรียกว่าสติเข้าไปแล้วไปนอนลงได้แล้ว จึงเข้าถึงดวงรู้ เข้าถึงตัวเอง เข้าถึงใจ แต่ว่า เข้าถึงใจลักษณะที่ว่ายังไม่ใสแวววาวเหมือนกับเพชร ดังที่ว่าเมื่อกี้  เข้าถึงตัวเพชรแท้ ๆ แล้วล่ะ แต่ว่ายังไม่ได้เจียรไน  มันยังมีเขม่ายังมีเกร็ดหินติดอยู่ ในนั้น มันไม่เกลี้ยงเกลา  ก็จำเป็นต้องตั้งลงให้มั่นคงดีเสียก่อน ถ้าหากว่าตั้งไม่มั่นคงดี  แล้วจะไปเจียรนัย ไปทำยังไงก็ไม่ได้  มันก็หลุดออกไปอีก เพราะฉะนั้นกัมมัฏฐานที่เป็นรูปธรรมนั้น ท่านจึงให้หมายรู้ก่อน อย่างที่ให้ใช้ลม ลมนั้นก็เป็นรูปธรรม อันหนึ่ง มันเป็นของที่เกี่ยวเนื่องกับด้วยรูปกายของเรา แล้วการกำหนดลมหายใจเข้าออกนั้น ชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติในสติปัฏฐานทั้ง ๔ สติปัฏฐานทั้ง ๔ ก็คือ กาย เวทนา จิต ธรรม...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๓ ฉลาดในกุศลและอกุศล หน้า ๒๗๙

ฝึกใจเป็นกลางไม่ยินดียินร้าย

                ... สัญญากับเวทนา มันเป็นคู่กัน  สัญญาเป็นคู่ ห่อหุ้มไว้ ห่อหมกไว้  เหมือนกับเขาเอาน้ำใส่ถุง หรือ ใส่อะไรสักอย่างนั่นแหล่ะ เอามาใส่เข้ามาทั้งห่อ  คราวนี้เอาตัวสังขาร คือตัวปัญญาไปแก้ห่อออกมา ก็เหมือนลักษณะปัญญาแก้ห่อออกมาแล้ว มาเลือกดูอะไรเป็นอะไร  ถ้าเห็นว่าสิ่งใดดี ก็ดีใจพอใจนั่นเป็นตัวสัญญา อย่างลองใส่ถุงใหญ่มา แบกมา ครั้งแรก ก็ยังไม่รู้ อันนั้นเป็นสัญญาตัวห่อหุ้มต่างๆ สิ่งต่างๆ คือห่อเอารูป เอาเสียง เอากลิ่น เอารส เอาโผฏฐัพพะ ทั้งหมด ห่อมาทั้งดุ้น นั่นแหล่ะเป็นตัวสัญญา  ห่อรวบรวมมา พอรวบรวมมาแล้วตัวสังขารทำหน้าที่ คือปัญญา แก้ห่อออก แกะห่อนั้น นึกว่าใจ ห่อนั้นมันมีอะไรบ้าง  แกะห่อออกไปเห็นแหวนเพชรดีอกดีใจ ในห่อนี้ โอ้แหวนเพชรเป็นสุขเวทนา ไปเห็นสิ่งที่มันไม่ดีในห่อ เกิดเป็นอุจจาระ รังเกียจขึ้นมาอยากจะทิ้ง ห่อของอีกแล้ว เป็นทุกขเวทนาไป  นี่ถ้าเห็นของธรรมดา ที่ไม่เป็นเหตุให้ละก้อ หัวใจเป็นกลาง ๆ เคยมี เคยใช้ เคยเห็นสิ่งนั้นอยู่เสมอ ๆ และสิ่งนั่นก็เคยไม่หัวใจเป็นกลาง ๆ มันมีก็ดี ทั้งที่มีเคยมีอยู่แล้วสิ่งนั้นก็มีมาอีก ใจมันก็เลยเป็นกลาง ในห่อนั้น ส่วนตัววิญญาณ มีหน้าที่แต่จะควบคุมรักษาสัญญาและตัวสังขารนั้นไว้ อาการที่เขาแก้ห่ออ่านอย่างนี่แหละ ให้รู้ตามความเป็นจริงของมันว่าอะไรเป็นอะไร ที่มันมี  ใจของเราเนี่ยเรียกว่า ให้รู้จักวาระจิต พระพุทธเจ้าสอนให้รู้วาระจิตของตัวเอง  ขณะนี้เป็นอุเบกขาเวทนา  เราอ่านมันอยู่อย่างเนียะ เราอ่านอาการ อ่านอย่างนั้นแหละ คือ สังขารในขันธ์ ๕ หล่ะ...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๔ ที่ตั้งของใจ หน้า ๒๘๗

 


ไม่ใช่เพียงรู้ธรรม


... ตำรับ ตำราท่านว่าไว้อย่างนั้น จะไปเห็นตามท่านก็ยังมิได้  ท่านจึงให้เราพิสูจน์ไง  เรียกว่าหลักการพิสูจน์นั้น จะต้องสามารถสร้างใจของเรานั้นให้เกิดสมาธิ  คือสร้าง สมาธินั้นให้เกิดขึ้นแก่ใจของเราให้ได้  ถ้าใจบ่สามารถ ให้คุณธรรมข้อนี้เกิดขึ้นแล้ว  ความสงสัยก็มีอยู่อย่างนั้นไม่หายสงสัย  เพราะใจของเรายังไม่เข้าถึง  เพราะว่าเราได้ยินได้ฟัง  ก็อาศัยความจำ  ความเข้าใจว่าธรรมอย่างนั้นมีเท่านั้นเท่านี้  เราก็ได้ยินได้ฟัง เราจำไว้ว่ามันเป็นอย่างนั้น ๆ  เราก็ได้ฟัง คราวนี้เราไม่เห็นแก่นแท้ เข้าไม่ถึงแก่นแท้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่าให้เข้าถึงธรรมก่อน  ไม่ใช่เพียงรู้ธรรม  ถ้าเพียงรู้ธรรม เท่านั้นยังไม่หายสงสัย  คนเรียนมากรู้มากเขาเรียกว่ารู้ธรรม ไม่ใช่คนมีธรรม  แต่เป็นคนมีความรู้ในธรรมแล้วยังนำธรรมนั้นมาปฏิบัติก็จึงได้ชื่อว่าผู้ปฏิบัติธรรม...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๕ มรรค ๘ หน้า ๒๙๐

 

               

 

ธาตุ ๔

...ตัวคนเรานี้มีธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ประชุมกัน ธาตุดิน  หมายถึง  สิ่งที่เข้มแข็งในตัวเรา หมายถึง ผมที่สวย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่  อาหารเก่า อันนั้นท่านเรียกว่า ธาตุดิน ซึ่งเป็นธาตุที่เข้มแข็งจับถูกต้องได้ แล้วยังมีธาตุน้ำ คือ เลือด เหงื่อ น้ำเลือด น้ำมันข้น น้ำตา น้ำมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร อันนี้เรียกว่าธาตุน้ำ  ธาตุลม ก็หมายถึงลม ลมพัดไปตามตัว ลมหายใจ นี่คือ ธาตุลม ตัวเราก็มีลมขึ้น ลมลง อย่างนี้แหละ บางคนก็เป็นลม ก็เพราะธาตุลมนั่นแหละ ทีนี้ ธาตุไฟ ไฟมีอยู่ ไฟที่ยังกายให้อบอุ่น ไฟที่ยังกาย ให้กระวนกระวาย  หรือเป็นไข้ ร้อนในคือไฟเปล่งแสงออกมามาก ร้อนมากไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม ไฟที่เผาอาหารให้ย่อย ไฟอันนี้แหละ...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑ ความสุขทางใจ หน้า ๑๓๒

 

กรรมจำแนกสัตว์

...เราเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ที่เกิดเป็นมนุษย์จำเป็นต้องอาศัยบุญ ผู้นั้นต้องให้ทาน  รักษาศีลมา  จึงจะสามารถมาเกิดเป็นมนุษย์ แต่นั้นผู้ใดมีทาน มีศีล มีมาก มีน้อย ก็ได้รับผลตามกำลังนั้นแล้วจะเห็นได้ว่า  บุคคล  มนุษย์  ทั้งหลายนั้นต่างกันในฐานะ ตระกูล ต่างกันในรูปร่างลักษณะต่างกันในลักษณะสติปัญญา  มีความรู้ความสามารถต่างกันไม่เหมือนกัน  ที่มันเป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า  บุญกรรม  ที่กระทำมานั้น  แบ่งแยกเองจากชั้นระดับเป็นที่  ๑, ๒, ๓ ตามลำดับขั้นตอน ของบุญกุศล ที่ได้สร้างมานั้น  จำแนกส่งเสริมให้บุคคลนั้น เป็นไปตามนั้น ...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๓ ภาวนามัย หน้า ๑๔๐

อาศัยขันธ์ ๕ วางขันธ์ ๕

               
เมื่อเราสามารถสร้างสติ  สมาธิ  ปัญญา ให้เกิดขึ้นมาในจิตแล้วเมื่อใด  นั่นละมันเป็นทางนำจิตให้หลุดพ้น ให้วางขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ที่ใจของเราอาศัย ก็คือ  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ใจวางขันธ์ ๕ ได้  แต่ว่าต้องอาศัยขันธ์ ๕  แต่ว่าวางไว้ตามสภาพนั้น  ไม่ยึดถือว่าเป็นตัว เป็นตน  เป็นเราเป็นเขา  ต้องละถอนปล่อยวางโดยความรู้  รู้เห็นตามความเป็นจริง  แล้วก็วางไว้ตามสภาพ  อย่างนั้นท่านเรียกว่า  ละถอนปล่อยวางสักกายทิฏฐิ  ซึ่งเป็นองค์ของพระอริยะบุคคลชั้นต้น...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๔ ตามรอยพระอริยเจ้า หน้า ๑๔๖

 

มรรคอยู่ที่ใจ

...องค์มรรคแปดนั้น ท่านแยกเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่แล้ว  แต่มันเข้าถึงจิต  มันอยู่ที่จิตทีนี้ อยู่ที่ใจนั่นแหละทาง เมื่อสิ่งเหล่านั้น มันเกิดขึ้นที่จิตแล้ว  มันเป็นทางนำใจของตนเองให้หลุดพ้น จากมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ ทีนี้ เข้านิพพานสมบัติโน่น เข้าสู่นิพพานสมบัติ ใจเข้าถึงสภาพที่ไม่แก่ตาย...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๐  สัมมาสัมพุทธะ หน้า ๒๕๖

 

การแผ่เมตตานั้นเป็นเหตุให้ใจไม่หงุดหงิด

...แผ่เมตตา การแผ่เราต้องทำใจให้นิ่งสงบลงไปเสียก่อน เมื่อนิ่งสงบลงไปพอนิ่งอย่างนั้นแล้ว เราก็นึกขึ้นมาในใจว่า เราจงมีความสุข เราอย่ามีเวร เราอย่ามีภัย อย่าถูกเบียดเบียน เราอย่ามีทุกข์กายทุกข์ใจ นึกไปอย่างนี้ การนึกอย่างนี้ อย่าสำคัญว่าจะไม่ได้ผล คือแผ่อยู่สม่ำเสมอ แล้วจะเป็นเหตุให้ใจของเราไม่หงุดหงิด ใจจะสบาย กระทบสิ่งที่ได้เห็นได้ยินฟังใจก็จะเป็นกลาง บางทีสิ่งที่เขาพูดมาผิดหู ไม่ใช่ผิดหู หรอกมันผิดใจ มันเข้าไปที่หู มันผิดใจคือไม่ชอบในสิ่งที่เขาพูดนั้น ใจก็เป็นกลาง...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๒ อานิสงส์ของการแผ่เมตตา หน้า ๒๖๘

 

ทุกข์ควรกำหนดรู้

                ทุกข์ควรกำหนดรู้ ทำยังไง อย่างเราเจอทุกข์ขึ้นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าว่าให้กำหนดรู้  ไม่ใช้กำหนดรู้ทุกข์นะ แต่กำหนดตัวผู้รู้ทุกข์ จึงจะเข้าใจได้ ถ้าว่าทุกข์กำหนดรู้อย่างนี้ เหมือนกับว่า เราจะไปอยู่ที่เราทุกข์ยากลำบากนั้น  แต่ความหมายนะ ทุกข์กำหนดรู้ กำหนดตัวผู้มารับทุกข์ต่างหาก เรารู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นมา กำหนดดวงรู้ปั๊บ เราไม่ไปกำหนดตัวที่มันทุกข์ แต่กำหนดผู้รับทุกข์
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑๗ อริยสัจ ๔ หน้า ๒๓๖

 

สมุทัยควรละ

                สมุทัยนี้ควรละ และพระพุทธเจ้า  พระองค์ตรัสว่า   สมุทัยนี้ เราละแล้ว สมุทัยแปลว่าเหตุให้ทุกข์เกิด  ว่าโดยเฉพาะถ้าว่าขึ้นมา มันเป็นเหตุอดีตนะ ไม่ใช่เหตุปัจจุบัน เรียกว่า ตัณหา ความอยากได้  อยากเป็น  ไม่อยากเป็น แต่ว่ามันเป็นทุกข์ทางกายของเรานี้ ไม่ใช่ตัณหานั้น  แต่มันเป็นผล  ไอ้รูปร่างกายนี้เป็นวิบากผลของตัณหา จึงว่าความอยากได้ มันจะเป็นผลในภายหน้าโน้น  ไม่ใช่เป็นผลที่รูปร่างกายนี้  รูปร่างกายนี้ ได้มาแล้ว  เป็นมาแล้ว  ตัณหาอดีตนู้น อยากได้ อยากเป็นมันมาแล้ว อยากได้  อยากได้อะไร  อยากได้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะนั่นแหละของภายนอก รูปอันไหนที่ว่าสวยว่างาน  ว่าน่าใคร่พอใจก็อยากได้สิ่งนั้น แล้วก็อยากเป็น  อยากเป็นอะไร อยากให้ตัวเรานี้มันไปเป็น เป็นที่เขาว่าดีที่สุดนั้นหละ  วิเศษที่สุดนั้นหละ ไปเป็นอันนั้น ไม่อยากเป็น อันไหนที่มัน มันไม่ดีก็ไม่อยากเป็น ไม่อยากเป็นคนแก่ ไม่อยากเป็นคนมีโรคภัย ไข้เจ็บ เป็นอย่างนั้น ๆ ไม่อยากเป็นมันก็เป็น มันเป็นแล้วจึงเป็นทุกข์คราวนี้ ทีนี้ละสมุทัย ถ้าว่ากำหนดรู้แล้ว มันก็เข้า ๆ จุดเดียวกัน กำหนดดวงรู้ มันก็เป็นการที่จะละสมุทัย ถ้าว่าอย่าง ไอ้ดวงรู้นั้นมันออกจากที่มัน เราไม่ได้กำหนดดวงรู้ สมุทัยมันก็ซ่านไป...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑๗ อริยสัจ ๔ หน้า ๒๓๖

 

นิโรธควรทำให้แจ้ง

...นิโรธควรทำให้แจ้ง ๆ อาการที่ละตัณหา ละความอยากได้ อยากเป็น ไม่อยากเป็นออกจากจิต มันเป็นนิโรธ…  
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑๗ อริยสัจ ๔ หน้า ๒๓๖

 

มรรคควรดำเนิน

พระพุทธเจ้าจึงว่ามรรคควรดำเนิน เรานะดำเนินแล้ว  มรรคดำเนินทำยังไง  ว่าถึงภาคปฏิบัติ  ทีนี้อาการที่เรากำหนด สัมมาสติ เราตั้งทำใจให้เป็นอารมณ์เป็นหนึ่ง อย่างที่พาปฏิบัติอยู่นี้  เรากำหนดลมหายใจเข้าออก  พุทโธ ๆๆๆ อยู่เรื่อย ๆ แล้ว ก็ปล่อยวางสิ่งนั้นกำหนดดวงรู้ทีนี้ อาการที่กำหนดดวงรู้ให้ใจเป็นหนึ่ง เรียกว่าให้จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง หรือตั้งรู้อยู่ที่จิตนั้นแหละ  มันก็เป็นตัวมรรคแล้ว ก็เป็นสัมมาสติ  สัมมาสมาธินั่นแหละ ในองค์นั่นแหละ เมื่อสัมมาสมาธิบริบูรณ์ คือว่ากำหนดมากเข้า ๆ จิตก็รวมลงสู่ภวังค์ลงแล้ว  สัมมาทิฏฐิจึงจะเกิด..   
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑๗ อริยสัจ ๔ หน้า ๒๓๖

 

จิตกับเวทนา

...ดูจิตกับเวทนา  เช่นว่า  รู้สึกว่าเป็นสุข  รู้สึกว่าเป็นทุกข์แล้วก็กำหนดเลย  เราตอบได้ทันทีว่า ผู้ที่รับทุกข์นั้นคือใจ คำสอนพระพุทธเจ้าว่า ให้กำหนดรู้ ทำยังไงกำหนดรู้ทีนี้?  ทำให้ถูก ถ้าเราทำถูกพั๊บ ทุกขเวทนา มันมีอยู่อย่างงั้นน่ะ แต่มันไม่ครอบงำดวงรู้หรอก ทุกขเวทนากับสุขเวทนามันครอบงำจิตไม่ได้ ที่มันครอบงำได้ก็เพราะใจมันส่งกระแสออกไปมันเป็นวิญญาณ ไปตั้งอยู่ที่วิญญาณนั่น ไม่ตั้งอยู่ที่ดวงรู้...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑๖ ภาวนาพุทโธอยู่ที่ใจ หน้า ๒๒๕

 

ฝึกใจให้สงบเหมือนมะพร้าวจมน้ำ

... ขณะที่ใจของเราสงบลงไปแล้ว พอได้สบายก็ถอนขึ้นมา บางคนก็สงบลงได้นานหน่อยหนึ่ง  บางคนชั่วขณะหนึ่งก็ถอนมาแล้ว บางคนพอถอนขึ้นมาก็กดลงไปอีก  กดคอมันลงไปอีก เอ้าลงไป ลงไปได้หน่อย ก็โผล่ขึ้นมาอีกมันอยู่อย่างนั้น เวลากดมะพร้าวลงในน้ำ  มะพร้าวห้าวนะไม่ใช่มะพร้าวดิบนะ มะพร้าวที่มันยังไม่แห้งน่ะ กดลงไปเหอะ  กดลงไปในน้ำน่ะ  ถ้าวางมันก็พุ่งพรวดขึ้นมาทันที  แต่อยากให้มันจมก็เจาะให้น้ำเข้าไปข้างในมันก็จมเอง  ในใจของเราที่มันลงไปแล้ว  มันได้ปีติสุขครั้งแรกแล้ว ก็เหมือนกันมันก็จมลงไป เพราะปีติ สุข มันก็จมลงไป ถ้ามีความสุขใจ ชื่นใจ มันก็จมลงไปแต่เมื่อปิติสุข หมดแล้ว มันก็ถอนขึ้นมา ถอนขึ้นมาแล้ว ก็ใส่เข้าไปอีกใหม่  ให้มันแช่มชื่น  มันก็ลงไปอีกใหม่ หมดกำลังก็ถอนขึ้นมาใหม่ มันก็อยู่อย่างนั้น ฉะนั้นมันจะสงบลงไปขนาดไหน โทษอย่างใดก็ให้มันลงไปเหอะ เมื่อมันลงไปแล้วก็ถอนขึ้นมา พอถอนแล้วกำหนดจิตทับทันที กำหนดลงรู้นี่ใจ  ไม่ต้องไปเอาสมาธิสบายหรือไม่สบาย  ไม่สำคัญ กำหนดขึ้นมาขณะนั้น ว่าขณะนี้ ใจมันมีอารมณ์คือสบายล่ะหรือไม่สบาย  เอ้าไม่สบาย ก็เอาอารมณ์ไม่สบายนั่นแหละเป็นที่พิจารณา...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๔ ฉลาดในกุศลและอกุศล หน้า ๒๘๖

 

กายคตาสติ

กายคตาสติ กำหนดกายนี่ กำหนดกายคือ กำหนด ผม ขน ฟัน หนัง เล็บ กำหนดอย่างใดอย่างหนึ่ง กำหนดเอาจนเกิดอุคคหนิมิต เช่นว่า กำหนดใจมาที่ผมเลย ประคองใจ ดูกระดูกซี่โครง ที่ทรวงอก ประคองความรู้สึกแนบรู้ พยายามนึกถึงกระดูกซี่โครงอะไรต่าง ๆที่มีอยู่ในนั้น จนกว่าอุคคหนิมิต จะเกิดขึ้น อุคคหนิมิต คือภาพของสิ่งนั้น ๆ ที่ปรากฏขึ้นในจิต เช่นว่า  เห็นกระดูก พอปรากฏปั๊บ เห็นซากกระดูก กระดูกที่ซี่โครงนั้นเป็นซี่ ๆ ก็ชัดเจน บางคนสามารถนับได้ว่าเท่าไหร่ ก็นับได้เลย พอมันเป็นอย่างนั้น ก็กำหนดอันนั้นเรื่อยไป พอกำหนดปุ๊บ  ใจก็จะสงบลง ทีนี้ลงเป็นสมาธิเลย  ใจแน่วแน่  คราวนี้ ก็ปรากฏเห็นกายทั้งนอกทั้งใน พร้อมกันไปเลยทีนี้จึงเรียกว่า อันนั้นล่ะ เป็นทางให้เกิดวิปัสสนาญาณ เพราะว่าใจที่ไปตั้ง มันเป็นกรรมฐานที่เป็นรูปธรรม...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๘ อวิชชาพาเกิด หน้า ๑๗๘

 

 
 
 
วัดสันติธรรม ต.ช้างเผือก อ.เมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๓๐๐
โทร. ๐๕๓-๒๒๑๗๙๒  ๐๘-๗๑๙๓-๓๑๖๙  ๐๘-๖๑๘๗-๓๙๔๒ และ ๐๘-๑๖๐๒-๗๕๐๐