มรดกธรรมของหลวงพ่อ
หนังสืออนุสรณ์การมรณภาพครบปีที่ ๔
ธนาคารธรรม ตอน ๓
(Bank Of Dhamma III)
ธรรมโอวาทของพระนพีสีพิศาลคุณ (ทองอินทร์ กุสลจิตฺโต)
วัดสันติธรรม ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
|
|
|
*****************************************************************************************
ภาพประกอบจาก INTERNET
|
ขุดน้ำบ่อ
... เมื่อเรา เพียรพยายาม ตั้งจิตตั้งใจรักษาใจ มันจะไปไหนใจมันจะไม่สงบ อันนี้เราทำน้อยเกินไป มันไม่พอ เปรียบเหมือนกับคนขุดน้ำบ่อ ขุดลงไปเมื่อยังไม่ถึงที่ น้ำมันก็ไม่มี น้ำมันก็ไม่ออก เพราะมันยังไม่ถึงตาน้ำ ถ้าขุดลงไป ๆ มันถึงที่มันน้ำก็ต้องออกมา เราปฏิบัติกันเมื่อเราทำไม่ถึงไม่ได้ ดังนั้น ในการกระทำอยู่อย่างนี้เรียกว่า ความเพียร กำหนดลมหายใจ พุทโธ ๆๆ ๆ นะ ให้เรารู้อยู่ในสิ่งนั้นอย่าให้ใจแวบไปที่อื่น คือว่านี่หละเป็นสัมมาสติ เป็นการตั้งใจถูกต้อง แล้วไม่ผิด เมื่อการตั้งใจไม่ผิดอย่างนี้ แล้วมันก็จะลงสู่ความสงบ เข้าถึงสัมมาสมาธิ...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๕ มรรค ๘ หน้า ๒๙๒
|
|
เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
...เมื่อเข้าถึงตัวรู้เข้าถึงธาตุรู้ เรียกว่า เข้าถึงพุทธะ ธรรมะ ก็หมายถึง สติสัมปชัญญะของพวกเรานั่นเอง ทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะ ข้างนอกก็มีสติสัมปชัญญะ แต่ข้างนอกนั้นมีสติคุ้มครองใจไม่ได้ต้องมีสติความระลึกได้ ต้องมีสติคุ้มครองรักษาใจ สัมปชัญญะ คือ รู้ตัว รู้ใจ จึงเรียกว่า พระธรรมส่วนพระสงฆ์นั้น หมายถึง ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในสังฆคุณที่สวด สุปฏิปันโน อุชุปฏิปันโน ญายปฏิปันโน สามีจิปฏิปันโนพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดี เป็นผู้ปฏิบัติตรงปฏิบัติชอบ บรรลุมรรคผลปฏิบัติชอบยิ่งแล้ว เมื่อพวกเรา ทำได้ของเรา ให้ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าไว้แล้ว ใจได้รับความสงบ มีสติ สัมปชัญญะเกิดขึ้นมา ก็เรียกว่า เข้าถึงสังฆะ ใจของเรามีพุทธะ ธรรมะ สังฆะ อยู่ในใจ...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๓ ภาวนามัย หน้า ๑๔๐

|
วิธีกำหนดจิตภาวนา
...เรารู้กำหนดลมหายใจพุทโธ ๆๆๆ ต่อจากนั้นตั้งจุด ทีนี้พอตั้งจุดแล้วก็นึกพุทโธ ๆ ต่อนั้น รักษาจิต อย่างเดียวเพื่อไม่ให้มันหลงลืม จับจุดให้ดี จับจุดนั้น จับจุดตั้ง ประคองความรู้สึกไว้ในจุดตั้งแน่ว อย่าพลั้งเผลอ คือจับความรู้สึกของเราไปแปะไว้ในจุดนั้นให้ได้แต่อย่าไปเพ่งนะ ประคองความรู้สึกของเราจดจ่อไว้ตรงนั้น คำว่า เพ่งนั้น หมายถึงส่งไปตามสายตา สมมติว่าเราจะดูที่ทรวงอกนี้ เพ่งลงไปที่ทรวงอกนะ เหมือนกับเอาตาของเราส่องเข้าไป อย่างนั้นเรียกว่าเพ่ง ไม่ได้ มันลำบาก ไปเพ่งไม่ได้ ถ้าไปเพ่งบางทีก็เกิดอุคคหนิมิตขึ้นมา ก็ไปจับอุคคหนิมิต เอาอุคคหนิมิตหละทีนี้ ก็ใช้ไม่ได้ พระพุทธเจ้า ไม่ให้เอา...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๔ ตามรอยพระอริยเจ้า หน้า ๑๕๑
|
รักษาใจให้ตั้งมั่น
...การทำสติปัญญาให้เกิด เรียกว่า ภาวนา รวมความแล้วว่า การที่เราทำใจของเราให้เกิดสมาธิปัญญานั้น เรียกว่า ภาวนา คือทำให้มันมี ทำของดี ๆ ให้มันเกิดขึ้นในใจ ไม่ใช่อื่นไกล จึงเรียกว่า ภาวนา แล้วภาวนานั้นแบ่งเป็นสอง เรียกว่า สมถภาวนา แล้วเรียกว่า วิปัสสนาภาวนา สมถภาวนา แปลว่า ทำใจให้มั่น หาอุบายอันใดอันหนึ่งให้ใจเราสงบให้มันนิ่ง ให้มันอยู่ เรียกว่าทำใจให้เป็นสมาธิ คำว่าสมาธินั้น แปลว่า ตั้งใจมั่น รักษาใจให้ตั้งมั่นครั้งแรก เรียกว่า รักษาใจของเราให้มั่นคงอยู่ในหลักกัมมัฎฐาน โดย ภาวนา พุทโธ พุทโธ ก็ให้ใจมันอยู่ในพุทโธนั้น ให้ได้อย่างนี้ เรียกว่ารักษาใจให้มั่น ต่อไป เมี่อใจมันได้รับความสงบลงแล้ว เรียกว่า ใจมั่น หรือ ตั้งใจมั่น ...
ที่มา :กัณฑ์ที่ ๓ ภาวนามัย หน้า ๑๔๓
|
กำหนดรู้ใจ ชนะความทุกข์ได้
...รู้อยู่ที่จุดรู้ของมัน ถ้าเข้ามาสู่จุดรู้แล้วก็เรียกว่าใจ เราจะไปรู้อย่างนั้นตลอด มันก็ไม่ได้ ถ้ารู้อย่างนั้น ก็ คือนอนหลับตลอด หนึ่งเวลาจะให้รู้ใจอยู่ที่รู้ก็เข้าสมาธิ เมื่อเข้าสมาธิก็ไปรู้อยู่ที่รู้ ทีนี้พอออกจากสมาธิ อันที่สองละ ให้อยู่ด้วยสติ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มันมีอยู่อย่างนั้น คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็จะหมุนเวียนอยู่กับจิตใจ แต่ให้ใจมีสติรับรู้ รับทราบ อย่าให้สิ่งนั้นมาทับถมใจ เป็นทุกข์ก็เหมือนกัน เพื่อจะให้มีสติ...ให้กำหนดรู้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มันเกิดขึ้นในใจ มากระทบใจ ให้กำหนดรู้ปั๊บ แต่ว่ารวมแล้วรู้สึกว่าเป็นสุข เรื่องสุขไม่เท่าไหร่หรอก มันไม่หวั่นไหวเท่าไหร่ มันเพลิน โดยเฉพาะเรื่องทุกข์ พอรู้สึกว่าไม่สบายปั๊บ นี่มันเป็นเวลาสำคัญ เวลาที่จะกำหนดดวงรู้ เป็นเวลาที่จะกำหนดใจ ถ้าผู้ใดไม่กำหนดใจ ทุกข์นั้นจะทับถมทันที ทับถมใจ และก็จะกระวนกระวาย กระเสือกกระสนด้วย มันจะเป็นทางให้ตัวเองพูด ทำ ในทางที่ผิดด้วย...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๖ สังวรปธาน หน้า ๑๖๓
|
การพิจารณาไตรลักษณ์
เมื่อก่อนอาตมานึกสงสัยว่า เมื่อใจเข้าสู่ความสงบเป็นหนึ่งแล้วทำยังไงต่อ ถ้าว่าตามตำราแล้วก็ เมื่อใจสงบแล้ว ก็เอาใจมากำหนดรู้ขันธ์ห้า พิจารณาขันธ์ห้าว่างั้นเหอะ คือพิจารณาว่านี่คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันนี้ว่าตามตำรานะ เอ้าใจสงบจะพิจารณา มันก็ถอนออกหมดเลย มันก็ไม่ถูกละที่นี้ ทำอะไรมันก็ไม่ถูกล่ะ ...อาตมาจึงไปถามหลวงปู่ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร) หลวงปู่ เมื่อใจตั้งมั่นเป็นสมาธิเป็นหนึ่งแล้ว จะทำอย่างไรต่อ? จะดำเนินอะไร? อย่างไรต่อไป? ท่านก็ตอบสั้น ๆ พอใจสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิแน่วแน่แล้ว ให้กำหนดรู้ขึ้นมา ถามจิตว่า อันไหนเกิดดับ อันไหนไม่เกิดดับ ให้กำหนดรู้ขึ้นมา อันไหนเกิดดับ อันไหนไม่เกิดดับ รวมความแล้วว่า ไอ้ที่เกิดดับมันคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไอ้ตัวที่มันไม่เกิดดับก็คือใจ ตัวกลาง..
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๘ อวิชชาพาเกิด หน้า ๑๗๗
|
|
ผู้รู้เป็นเครื่องอยู่ของใจ
..สมถะ คือ สงบจิต วิปัสสนาคือ ให้ใจรู้จริง รู้เห็นตามความเป็นจริง แล้วก็ปล่อยวาง แล้วเครื่องอยู่ของเรา พวกเราที่เอา เราเอาอะไรก็เราเอาใจ เอาใจ เอาอะไร รู้ใจ รู้ใจนะเป็นเครื่องอยู่ เราไปที่ไหน ๆ ก็รู้ใจนั่นแหละ ยืน เดิน นั่ง นอน อยู่ที่ไหน ก็รู้ใจอยู่นั่นแหละ ถ้ามันมีสิ่งใดมากระทบ กระทั่ง ก็เอาเข้าสมาธิ กำหนดจิตพั๊บ พอกำหนดจิตแล้ว ก็พิจารณากำหนดสิ่งที่มากระทบมัน นั่นคืออะไร ใจของเราไปรักไปหลงอะไร ให้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริงบอกว่าอันนั้นมันไม่ใช่เราไม่ใช่ของ ๆ เรา แล้วสิ่งนั้นมันมากระทบ เราก็มีแค่นี้ มีแค่ใจเรานี้ ก็เอาแค่นี้...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๐ สัมมาสัมพุทธะ หน้า ๒๕๙
|
|
|
บริสุทธิ์ ด้วยปัญญา
... พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปัญญายะ ปริสุชฺฌติ บุคคลที่จะบริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ได้นั้นด้วยปัญญาเท่านั้น ไม่ใช่บริสุทธิ์สะอาดได้ด้วยสมาธิ สมาธินั้นเป็นทางให้เกิดความสงบ เป็นทางให้เกิดความสุขใจ แล้วก็เป็นทางให้ได้ใช้ปัญญา แต่ถ้าผู้ใดไปอยู่แค่สมาธิ เอาแค่สมาธิ ฝึกแค่สมาธิ อยู่กับสมาธิ มันก็ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่อย่างนั้น บางครั้ง บางคราวอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ในลักษณะอาการร่างกายปลอดโปร่งดี เราเข้าสมาธิทำสมาธิ จิตก็สงบได้ดี นิ่งได้ดีมาก ทีนี้วาระใดโอกาสใดร่างกายก็ไม่ค่อยจะพร้อม ยังมีสิ่งใดขัดข้องในร่างกาย หรือในสิ่งแวดล้อมไม่ดี จิตมันก็สงบลงไม่ลึก สงบบ้างไม่สงบบ้าง แล้วก็วุ่นวายตามเหตุนั้นๆ นั่นคือสมาธิ...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๔ ฉลาดในกุศลและอกุศล หน้า ๒๘๖
|
สมถะและวิปัสสนา
...ว่าหลักย่อ ๆ สมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา สมถคือตั้งจิตดังที่พาทำนี้ ตั้งจิตคือประคองใจเข้าอย่างว่า กำหนดลมหายใจ พุทโธ ๆๆๆ ตั้งจิตอยู่อย่างนั้น นี่เป็นอุบายสมถะ เพื่อให้ใจสงบ ลงสู่สมาธิ ดำเนินตามหลักอันนี้ เมื่อทำมาก ๆ เข้า ใจก็เป็นสมาธิขึ้นมา บางคนนั้น พอใจสงบเป็นสมาธิปั๊บ วิปัสสนาเกิดขึ้นเลยก็มี แต่ถ้าหากว่าคนที่ไม่ได้ผ่านปัญญา ใช้ปัญญามันไม่เกิด ไม่เกิดเอง ต้องสร้างปัญญา เรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๔ ตามรายพระอริยเจ้า หน้า ๑๔๘
|
ดวงตาเห็นธรรม
...ท่านผู้ที่ได้บรรลุมรรคผล ที่ว่าพระพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงธรรมแก่ประชาชน ประชาชนทั้งหลาย ได้ยินได้ฟังแล้วก็เกิดดวงตาเห็นธรรม มันเกิดขึ้นในจิตนู้น เกิดขึ้นมาว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับเป็นธรรมดา ทั้งที่ท่านเหล่านั้นไม่ได้ศึกษา ไม่ได้ไปเรียน ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น ไม่ได้เรียนอย่างนั้น แต่ว่าปรากฏผุดขึ้นมาเอง ผุดขึ้นมาในใจเกิดขึ้นเลย รู้ขึ้นมาเลย ถ้ามันเกิดขึ้นมาอย่างนั้น ผุดขึ้นมาอย่างนั้นมันก็วาง มันก็ปล่อยได้เลย ถ้าไม่เกิดขึ้นในจิตนะ มันวาง มันปล่อยไม่ได้...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๓ ภาวนามัย หน้า ๑๔๒
|
|
รู้จักคิดแล้ววางให้เป็น
...ใจของเราน่ะ มันชอบวิ่งไปตามอารมณ์ต่าง ๆ อยู่ข้างนอก ปกติมันก็อยู่กับอารมณ์ข้างนอก คือเรื่องราวข้างนอกอยู่แล้ว ดูเรื่องไป ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ซึ่งสิ่งเหล่านั้น มากระทบเข้า แล้วจิตก็เอามาคิด คิดไป ปรุงไป แต่งไป อยากได้ อยากดี ในสิ่งที่คิด ในสิ่งที่ปรุงแต่งนั้น ๆ เมื่อคิดมากเข้า บางคนน่ะปลงความคิดของตัวเองนั้นไม่ลง เมื่อปลงความคิดไม่ลง คิดมาก มันก็ทำลายประสาทสมอง เป็นเหตุให้เป็นโรคประสาทขึ้นมาเพราะคิดมาก ความคิดต่าง ๆ นั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้ห้าม ท่านสอนให้คิดได้ แต่ว่าคิดแล้วน่ะก็ต้องวางความคิดนั้นให้ได้หรือคิดให้จบให้สิ้น ไม่ใช่คิดอยู่อย่างนั้นตลอดไป ถ้าคิดอย่างนั้นตลอดไปแล้ว มันทำลายประสาทสมอง...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๒ อานิสงส์ของการแผ่เมตตา หน้า ๒๗๒
|

สุขแท้อยู่ที่ใจ สุขข้างนอกคือภาพลวงตา
...ธรรมะ คือ สติ สมาธิ ปัญญา นั้นมีพร้อมอยู่แล้วในใจนั้นแต่ว่าใจของเราน่ะ มันไม่ยอมรับเอาข้างในนี้ วิ่งไปหาเอาแต่ข้างนอกโน้น แสวงหาทุกสิ่ง ทุกอย่างข้างนอก มนุษย์ทั้งหลาย ก็แสวงหากันอย่างนั้น นึกว่าสุขมันอยู่ข้างนอกโน้น สิ่งที่ตัวเองต้องการปรารถนาอยู่ข้างนอกโน่น วิ่งไป ท่านก็เปรียบเหมือนกับเราไปยืนอยู่กลางแจ้ง ในที่แจ้ง ๆ แล้วมีแดดจ้า ก็จะมองเห็นพยับแดดอยู่ข้างหน้าประมาณ ๑๐๐ เมตรจากตัวเราไปมีพยับแดดดิ้นๆ กระพริบ ๆ เป็นตัวตนเป็นรูปร่าง แต่ถ้าเราวิ่งเข้าไปหาพยับแดดนั้น ๆ มันก็ขยับไปอีก เข้าไปแล้ว ไม่มีตัวตน ไม่มีรูปร่าง ให้บุคคลจับต้องได้ อาการที่ใจของเรา หรือของมนุษย์ทั้งหลาย วิ่งเขาหาสุข แสวงหาสุขข้างนอกจากตัวเองนั้นก็เช่นเดียวกัน มองเห็นอยู่ นึกว่ามันจะเป็นสุข เอาเข้าจริง ๆ เพิ่มทุกข์เข้าให้ตัวเองมากมายนัก จึงดิ้นรนกระเสือกกระสน กระวน กระวาย แสวงหาไม่มีที่สิ้นสุด...พระพุทธเจ้าตรัสว่า อย่าเลย อย่าไปแสวงหาข้างนอก ให้แสวงหาข้างในตัวเองนี้ มาเอาตัวเองข้างในนี้ ท่านพูดรวม ๆ ว่า จงมาเอาใจของตัวเองนั้นให้ได้...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๓ ฉลาดในกุศลและอกุศล หน้า ๒๗๙
|

พิจารณาขันธ์ ๕ เหมือนเอาสุ่มงุม (ครอบ) ไก่
...วิปัสสนานั้น มีสองอย่าง วิปัสสนากรรมฐานกับวิปัสสนาญาณ วิปัสสนากรรมฐานนั้น หมายถึงการกำหนดรู้ กำหนดพิจารณา คือเมื่อใจของเราเข้าถึงจุดแล้วเราก็กำหนดดวงรู้ อ้อนี้ใจ มันรู้จักแล้วนี้คือใจ และกำหนดรู้อีกสิ่งที่ประกอบอยู่ในใจนั้นเรียกว่า เจตสิก มีเจตสิกประกอบอยู่ที่ใจ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นเรียกว่า เจตสิก มันห่อ ห่อหุ้มอยู่ที่ใจนี้ ห่อหุ้มอยู่ที่ดวงรู้ พอใจตั้งมั่น เราก็มากำหนดรู้ อ้อนี่ใจ ทีนี้เราก็กำหนดรู้อีก ไหนเวทนา กำหนดรู้อาการ พอกำหนดรู้แล้ว ก็นิ่งรู้อาการสังเกตดูว่ามันเป็นยังไง มันจึงจะรู้ขึ้นมา เมื่อกำหนดรู้อันนี้แล้ว กำหนดรู้ต่อไปอีกไหนเรียกว่า สัญญา ไหนเรียกว่า สังขาร ไหนเรียกว่า วิญญาณ กำหนดจนมันรู้ พอมันรู้แล้ว กลับมานิ่งรู้อยู่เฉย ๆ นี้คือหลัก เช่นว่า เวทนา เสร็จสรรพแล้วก็กลับมาตั้งอยู่ที่เก่า กำหนดรู้ได้ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ได้ขันธ์ ๔ รู้ขันธ์ ๔ ขันธ์ ๔ นั้น มันห่ออยู่ในใจนี้พร้อมบริบูรณ์แล้ว แต่ว่าขันธ์อีกขันธ์ ตัวที่หนึ่ง เรียกว่ารูป มันเป็นเปลือกใหญ่นี่ ถ้าว่ากำหนดรู้ได้แค่นี้ยังไม่รู้ ยังไม่รู้รูปขันธ์ เมื่อมันเป็นอย่างนั้น เราก็จำเป็นต้องกำหนดรู้กายนี้อีก ดึงความรู้สึกควบกายพั๊บ! ครั้งแรก ก็กำหนดไว้ทั้งหมดนี้ ทำความรู้สึกตัวทั้งหมดนี้ ควบตัวเองไว้ เหมือนกับเอาสุ่มไปงุม (ครอบ) ไก่ ที่อาตมาเคยเล่าให้ฟัง ทำความรู้สึกให้มันทั่วไว้ที่กาย ในขณะที่นั่งจับจุดไว้นั้นก่อนจับไว้เฉย ๆ ก่อน เมื่อจับไว้อย่างนั้น พอจิตมันอยู่อย่างนั้น จึงนึกถึงภาพของกาย นึกถึงภาพของกายไหนว่าผม ก็นึกถึงภาพของผมบนหนังศีรษะ ไหนขน ไหนเล็บ ไหนฟัน ไหนหนัง เราก็นึกถึงอาการนั้น ๆ แล้วก็มาหยุด มารู้อยู่ รู้อยู่ที่กาย กำหนดกาย รู้กายไว้อย่างนั้น ถ้าเป็นการตั้งสมาธิไว้ตรงนั้น เรากำหนดอีก เมื่อเราทำมากเข้า ๆ หยุดทีนี้ ไปกำหนดดวงรู้อย่างเดียว ไม่กำหนดรู้กายแล้ว กายเรา ก็ทำแล้วเรียกว่า ขันธ์ ๕ เรากำหนดแล้ว คราวนี้หละ วิปัสสนาญาณมันจึงจะผุดขึ้นที่จิต เกิดรู้เห็นขึ้นมาเอง...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๕ มรรค ๘ หน้า ๒๙๓
|
วันหนึ่งคืนหนึ่ง
...วันหนึ่งคืนหนึ่งถ้าใจยังไม่เข้าสงบแล้ว คนนั้นก็จะไม่สบายใจ ถ้าเราสามารถเอาใจของเราเข้าสงบ ก็จะได้รับความสบาย ได้รับความสงบ ดังนั้น ให้เราทำทั้งสองอย่าง อย่างหนึ่ง เพียรพยายามเก็บใจของเราเข้าสู่ความสงบให้ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง รู้ในจุดนั้น ประการที่สอง ที่ทำแล้วขอให้เอามา มากำหนดรูปร่างกายของเราและคนอื่น ว่ารูปร่างกายของเรานี้ก็เหมือนกัน ของคนอื่นก็เหมือนกัน ต้องแก่นะ ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยนะ ต้องแตกดับ ไม่ใช่อยู่อย่างนี้ตลอด ทีนี้ ของที่ไม่แก่ เจ็บตาย ก็คือใจ พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้เอาใจ ให้ใจของเราน่ะหลุดพ้น หลุดพ้นจากความยึดถือ ไม่ใช่หลุดพ้นหนี หลุดพ้นจากการยึดถือรูปร่างกายเวทนา และเราก็จะต้องมีสติเป็นเครื่องอยู่ มีรูปเป็นเครื่องอยู่
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๖ สังวรปธาน หน้า ๑๖๔
|
องค์ของพระโสดาบัน
...องค์ของพระอริยะบุคคลชั้นต้น พระโสดาบันละสังโยชน์ได้ ๓ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ๓ อันสักกายทิฏฐิ หมายถึง การยึดถือรูปร่างกาย ขันธ์ ๕ นั่นแหละถ้าใจยังยึดยังถือ ใจนั้นยังเป็นอันเดียวกันกับขันธ์ ๕ยังเป็นอันเดียวกันกับเวทนา กับสัญญา กับสังขาร กับวิญญาณอยู่นั่น อย่างนั้นเรียกว่ามันยึดถือ เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิมันจึงแยกตัว ทีนี้เวทนาก็เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ละอัน ไม่ใช่อันเดียวกัน แต่มันอยู่ที่เดียวกัน จึงรู้ตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริงว่า ตัวรู้ ดวงรู้ คือใจของเรา
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๔ ตามรอยพระอริยเจ้า หน้า ๑๔๖
|
|
| |
มัคคสมังคี
...คุณธรรมที่มีในใจของมนุษย์ คือ องค์มรรค คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มันมีอยู่ที่ใจคน ว่าองค์มรรคแปด สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ทีนี้ว่าถึงภาคปฏิบัติ ท่านสร้างสัมมาวายามะ ด้วยการสร้างสติ ให้ใจตั้งมั่นลงสู่สัมมาสมาธิ เมื่อใจเข้าถึงสัมมาสมาธิ แล้วเมื่อใด องค์ของมรรคนั้นจึงจะรวมตัวกัน คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ รวมลงที่จิต เรียกว่า มัคคสมังคี...ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๐ สัมมาสัมพุทธะ หน้า ๒๕๖
|
เจโตปริยายญาณ ดูใจผู้อื่น
...เจโตปริยายญาณ สามารถกำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ บางท่านกำหนดดูใจผู้อื่น จึงเปรียบเทียบให้ฟัง ท่านจะกำหนดดูที่หทัยรูปของบุคคลผู้นั้น กำหนดจิตวาบ เห็นหทัยรูปของบุคคลผู้นั้น หทัยรูปของบุคคลผู้นั้นเป็นอย่างไรท่านรู้ รู้อย่างไร บุคคลผู้นั้นมีน้ำเลี้ยงหัวใจของคนแตกต่างกัน ถ้ามีราคะก็มีน้ำเลี้ยงหัวใจนั้น ก็เหมือนกับน้ำล้างเนื้ออยู่ในนั้น ผู้ใดบริสุทธิ์ก็ขาวผ่องสะอาด บุคคลที่มีปัญญา พอกำหนดปุ๊บสว่างวาบๆๆ ที่หัวใจนั้น จะสว่างเป็นดวงแก้วเลย สามารถจะมองเห็นในดวงแก้วนั้นหัวใจของคนที่มีปัญญา ของคนที่บริสุทธิ์ ท่านรู้อย่างนั้น...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๑ ฌาน หน้า ๒๖๐
|
|
การบรรลุธรรม ด้วยเจโตวิมุตติ
ฝ่ายเจโตวิมุตติ นั้นท่านได้สำเร็จ มรรคผลนั้น ท่านไม่ได้สำเร็จอย่างพวก ปัญญาวิมุตติ พวกที่เป็นเจโตวิมุตตินั้น เพิ่นสามารถบำเพ็ญสมาธิได้ ฌาน ๔ แล้วเข้าอรูปฌาณด้วย ได้อรูปฌาน ๔ แล้วก็เข้านิโรธสมาบัติด้วย เข้านิโรธสมาบัติแล้ว ก็ขึ้นเข้าไปถอนกิเลสที่นิโรธสมาบัติเลย ถอนจิตออกตรงนั้น อันนี้ว่าตามแนวที่พระพุทธเจ้าแนะ..
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๑ ฌาน หน้า ๒๖๑

|
คุณพระอรหันต์ เจโตวิมุตติ
...พระสาวกที่ได้เจโตวิมุตติ ได้อภิญญา นะ อภิญญา ๖ ท่านจึงใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะคือ อิทธิวิธี ตัวนั้นนะ สามารถปราบปราม ทรมาน ทรกรรมคนที่มี ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิได้ ทรมานคนที่จะมาเป็นปฏิบักข์ต่อศาสนาได้ นั้นพระอรหันต์ประเภทนั้น จึงสามารถรักษาพระศาสนาไว้ได้ ใครจะมารุกราน ใครจะมาย่ำยีท่านสามารถ คุ้มครองรักษาไว้ได้ รักษาศาสนารักษาหมู่คณะไว้ได้ นั้นเป็นอย่างนี้
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๑ ฌาน หน้า ๒๖๒
|
|
ธรรมภาคปฏิบัติ
...เมื่อจิตเป็นหนึ่ง กำหนดดวงรู้ จิตเป็นหนึ่งแล้ววิปัสสนาญาณไม่เกิดหรอก กำหนดรู้ดวงรู้ แล้วก็กำหนดมาสู่ดวงรู้ ว่าอะไรคือเวทนา ที่เป็นเวทนานั้นคืออะไร ถามจิตขึ้นมา แล้วก็พยายามจับอยู่ในจุดนั้น จนกว่ามันจะเกิดผุดขึ้นมาให้รู้ ถ้ามันปรากฏผุดขึ้นมาซักอย่างเดียว ที่เกิดขึ้นมาอันอื่นก็เป็นไปเลย ว่านี่ เอ่อ อาการอย่างนี้เรียกว่า เวทนา ต่อจากนั้น ก็รู้สัญญา สังขารไปเลย และก็รู้ใจไปเลย ที่นีเมื่อมันเกิดรู้ขึ้นมา รู้ขึ้น ใจมันก็เคลื่อนที่ ทีนี้พอ
กำหนดกึ๊ก ดึงมารวม ทีนี้ไม่ให้ใจเดินไปตามนั้น มันกำหนดรู้ข้างใน เรียกว่ารู้ใจ นี่คือใจ เรียกว่า รู้ที่ใจ เมื่อรู้ที่ใจแล้ว ยังไม่ชัดเจน กำหนดรู้อีก กำหนดรู้ว่า ไหนเวทนา สัญญา สังขาร กำหนดรู้และก็ไปนิ่งรู้อยู่ และกำหนดไป สิ่งที่รู้มาทั้งหมดนั้น คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนาม เป็นเครื่องประกอบกับใจนี้ แต่ว่าสิ่งนั้นเกิดดับ ทีนี้ คือเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เรียกว่า เกิดดับ
ต่อจากนั้นก็กำหนดรู้รูป ทีนี้กำหนดรู้รูป ประคองใจ
|
กำหนดรู้กายนี้ทั้งหมดรวมกันไปเลย ไม่ต้องไปจดจ่อในจุดนั้น นี่คือกาย กำหนดรู้ไว้ตรงนี้ ให้ใจมันรู้สึกว่า นี่คือกาย เมื่อกำหนดมากเข้า ๆ มันก็จะปรากฏ ทีนี้คือ กายนี้จะปรากฏให้จิตเห็น เรียกว่า อุคคหนิมิต และถ้าใจมันผ่านมาอย่างนั้น มันไม่ช้า เรียกว่าเป็นอุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิตตามลำดับ อันนี้จิตจะสงบ ลงสู่ความสงบวูบอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้วิปัสสนาญาณเกิดแล้ว อันนี้คือ หลักนะ พระพุทธเจ้าปฏิบัติตามนั้น นี่ก็ว่าไปตามแนวทางที่จะต้องสร้าง ต้องทำให้ใจสงบก่อน จึงสร้างวิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน นั่นล่ะเรียกว่าใช้ความคิดนะ เช่นว่า ดึงรูปมาพิจารณาว่า รูปร่างกาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันนั้นเป็นความคิดไป ถ้าเราไปใช้อย่างนี้ จิตจะถอนจากสมาธิ ใช้ไม่ได้ เราต้องกำหนดรู้ข้างในจึงจะได้ ถ้ายังไม่รู้ก็ให้รู้ใจอยู่อย่างนั้นก่อน กำหนดสิ่งนั้น จนกว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นในจิต ถ้ายังไม่เกิด จะไปห่วง ไปอาลัยทำไม เราก็รู้ใจของอยู่ในนั้นละ เมื่อทำมากเข้า ๆ วิปัสสนาญาณจึงจะเกิด มันเกิดขึ้นมาอย่างไร มันเกิดผุดขึ้นมาเลย เกิดสลดสังเวชขึ้น เกิดเบื่อหน่าย คลายกำหนัดในขันธ์ ว่ารูปกายขันธ์ที่เป็นที่อยู่อาศัยนี้ มันเป็นกองทุกข์ ทั้งมวลที่ใจไปอาศัย มันเกิดรู้ขึ้นมาอย่างนั้น ถ้ามันเกิดขึ้นมา ก็กำหนดดวงรู้ต่อไปนะ เราอย่าปล่อยให้ใจของเราไปตามอาการนั้น ถ้าเราปล่อยให้ใจของเราไปตามอาการ มันจะเป็นวิปัสสนูไป ความรู้เห็นผิดทางไปน่ะ นี่คือหลักปฏิบัติ...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๘ อวิชชาพาเกิด หน้า ๑๗๘
|
อรหัตตผลคือพระนิพพาน
..พอถึงนิพพานแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปสร้างบุญอีก มันเต็มแล้ว มันพอแล้ว บุญน่ะสร้างมาพอแล้ว จนได้มรรค ได้ผลแล้ว เหมือนกับน้ำที่เราตักใส่โอ่ง จนเต็ม เมื่อเต็มแล้ว จะเอามาใส่อีก เท่าไหร่ ก็แค่นั้น ไม่มีที่จะใส่ มันเต็ม บุญบารมี ที่ได้สร้าง ทานมัย สีลมัย เป็นเครื่องประกอบเท่านั้น แล้วไปรวมลงสู่ภาวนามัย เอาให้องค์มรรคเกิดขึ้นในจิต แล้วศีล สมาธิ ปัญญา บริบูรณ์ในจิต นี้จึงเป็นทางให้ใจหลุดพ้น..
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๐ สัมมาสัมพุทธะ หน้า ๒๕๖
|
|
|
|
| |
| |
| |
|
|