| |
|
|
| |
มองสังคมไทยในกระแสโลกาภิวัตรผ่าน ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑
|
|
| |
โดย ชลัท ศานติวรางคณา
ผู้เขียนได้ดู ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ และชอบภาพยนต์เรื่องนี้มากเช่นเดียวกับ ผู้เขียนบทความ ภูมิปัญญาไทยในสายตานักวิทยาศาสตร์ ทั้งเคยอ่านบทความ เกี่ยวเนื่องกับภาพยนต์เรื่องนี้ของผู้เขียนคนเดียวกันในมติชนสุดสัปดาห์ แม้จะไม่สู้เห็นด้วยกับบทความดังกล่าว ในหลายประเด็น แต่ไม่ได้คิดจะเสนอความเห็นอะไรจากมุมมองส่วนตัว จนอ่านพบบทความที่ดัดแปลงจากที่ตีพิมพ์ในมติชนฯ จึงเห็นว่า น่าจะถือโอกาสเสวนา แลกเปลี่ยนในฐานะชอบหนังเรื่องเดียวกัน จึงขอเขียนเป็นบทความตามขึ้นมาต่างหาก
ก่อนจะเข้าสู่ทัศนะต่อภาพยนต์เรื่องนี้ ต้องขอกล่าวถึงบทความก่อนหน้า ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขียนบทความชิ้นนี้ เริ่มตั้งแต่การเลือกใช้คำว่า ภูมิปัญญาไทย ซึ่งผู้เขียนกลับชอบคำว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน มากกว่า เพราะภูมิปัญญาก็เป็นเช่น ความรู้ วัฒนธรรม หรือ ประดิษฐกรรมอื่น ๆ ในสังคม คือ มีพลวัตรในตัวเอง ภูมิปัญญาบางอย่างอาจได้จากการรับเอามา และ มีการปรับใช้ให้เหมาะสมกับสังคมไทย หรือ ขณะเดียวกันบางอย่างของเราก็อาจถ่ายทอดไปยังประเทศอื่น ๆ ได้ |
|
|
|
| |
|
| |
|
| |
|
| |
|
| |
|
| |
|
| |
|
| |
|
| |
สิ่งที่เชื่อว่าเป็นของไทย หลาย ๆ ครั้งเราจึงมักจะพบได้ในที่อื่น ๆ เช่นกัน การบำบัดด้วยกลิ่น หากสืบย้อนไปจะพบว่ามีการใช้ในอิยิปต์เกือบ ๔,๐๐๐ ปีที่แล้ว หรือในเอเชียเอง ก็มีบันทึกการใช้ราว ๓,๐๐๐ ปีที่แล้ว ในตำราสมุนไพรสมัยจักรพรรดิ หวง ตี่ (Huang Ti) ของจีน หรือหากจะยกเอาตัวอย่าง ภูมิปัญญาก้นครัวอย่าง น้ำปลา ซึ่งหลายคนคิดว่า เป็นภูมิปัญญาด้านการถนอมและแปรรูปอาหารของไทย ก็พบได้ในประเทศ เวียดนาม หรือ หากสืบย้อนไป ในสมัยจักรวรรดิโรมันก็มีการผลิตอาหารลักษณะเหมือนน้ำปลาของไทย ดังนั้นการจะบอกว่าอะไรเป็นของใคร หรือของไทยจึงดูจะสุ่มเสี่ยงกับการ คิดเอง เออเองอยู่มาก
นอกจากนี้ในปัจจุบัน ความเป็นไทยเริ่มกลายเป็นยี่ห้อที่ไม่ชัดเจน ถ้าพูดไทยกลางไม่ได้ หรือ นับถือศาสนาต่างกันก็ต้องคอยถามกันว่า เป็นคนไทยรึเปล่า ผลิตภัณฑ์อะไรที่เป็นแปะฉลากว่า ไทย ค่อนข้างจะต้องระวัง เพราะในฉลากเดียวกัน มักไม่มีคำเตือนว่า การเสพความเป็นไทยมากเกินไปอาจทำให้สมรรถภาพทางเทศเสื่อมได้ ทำให้การมองอะไรที่คิดว่าเป็นเทศ และไม่ไทยคลาดเคลื่อนจากความเป็นกลาง หรือเป็นจริง
ดังไปตู่เอาว่า การบำบัดด้วยกลิ่น และโหราศาสตร์ เป็นสิ่งที่ บ้านเรามีแต่บ้านเขาไม่มี หรือบอกว่า ประเทศใหญ่ ๆ แถบตะวันตกอิจฉาเราอยู่ลึก ๆ จน แทบจะพลิกฝั่งตะวันตกมาอยู่แถบตะวันออกเสียเลย พระท่านว่า การมองว่าเขาดีกว่าเรา เสมอเรา หรือด้อยกว่าเรา ล้วนไม่ถูกต้องทั้งสิ้น |
|
|
|
| |
คำถามหลัก ที่เกิดจากการอ่านบทความ คือ การพยายามใช้วิทยาศาสตร์ไปอธิบายความรู้ หรือภูมิปัญญาที่สืบทอดมา มีความจำเป็นหรือไม่ อย่างไร ?
ความพยายามแบบนี้ มักจะพบบ่อยมากในภูมิปัญญาชาวบ้านที่เกี่ยวกับสมุนไพร เช่น หากหมอยาชาวบ้านบอกว่าสมุนไพร ก. มีฤทธิ์แก้ท้องเสีย นักวิทยาศาสตร์ก็จะเอาสมุนไพรมา สกัด และวิเคราะห์สารองค์ประกอบ เพื่อไปเทียบกับสารเคมีที่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ว่าออก ฤทธิ์แก้ท้องเสีย พอไม่พบก็สรุปว่า สมุนไพรนั้นไม่มีฤทธิ์ตามที่กล่าวอ้าง
ในกรณีของบทความก่อนนี้ ก็พยายามเอาสิ่งซึ่งเป็นความความเชื่อที่แสดงในหนัง มาสกัดหาภูมิปัญญา โดยนำมาเทียบกับเหตุผล ข้อมูล ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่พยายามไปในทางที่ตรงข้ามกับที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนทำกับสมุนไพร คือ บทความจะสรุปให้ได้ว่า ภูมิปัญญาต่าง ๆ มันมีเหตุมีผล จนกระทั่งยกเอาเหตุผลที่ดูจะพยายามจนเกินไป ไล่เรียงตั้งแต่ มดกับสแตนเลส (ซึ่งหม้อสแตนเลสที่บ้านผู้เขียนใส่กล้วยเชื่อมทีไรมดขึ้นทุกที) เกลือมีโซเดียมซึ่งอาจช่วยให้หายหวัดเร็วขึ้น จนกุศโลบายแก้อาการเผ็ดโดยให้สมาธิไปอยู่ที่น้ำลายหยดที่ ๓ และ สุดท้ายลากไปถึง ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งบทความไม่ทราบจะเอาอย่างไรแน่ ระหว่าง |
|
|
|
| |
เรื่องสมาธินี่ ความจริงเป็นเรื่องของกายบำบัด และจิตบำบัดที่เราจริง ๆ แลัวไม่จำเป็นต้องบำบัดโดยการทำโยคะ หรือการนั่งสมาธิแบบจริง ๆ จัง ๆ ในวัดหรือสถานที่ปฎิบัติธรรมเลย
และ
ผู้เฒ่าผู้แก่ของเราสอนให้เรามีสมาธิอยู่แล้วไม่ว่าจะตอนทำไร่ไถนา เย็บปักถักร้อย ฟังเทศน์ฟังธรรม ความจริงแล้วสถานที่รวบรวมสมาธิที่ดีที่สุดของชุมชนคือ วัด
|
|
|
| |
โดยเฉพาะที่ว่า เมื่อมีศีลก็มีสมาธิ เมื่อมีสมาธิ ปัญญามันก็เกิด ภูมิปัญญามันก็เกิดขึ้นตามนั้นล่ะครับ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นปฏิกริยาลูกโซ่อย่างนั้นเชียวหรือ จึงขอยกพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อชา ที่ได้เมตตาอธิบายไว้ ดังนี้ |
|
|
| |
"...การรักษาศีล ต้องอาศัยปัญญามาก่อน แต่เราพูดว่ารักษาศีลก่อน ตั้งศีลก่อน ศีลจะสมบูรณ์อย่างไรนั้น ต้องมีปัญญา ต้องค้นคิดกายของเรา วาจาของเรา พิจารณาหาเหตุผล นี่ตัวปัญญาทั้งนั้น ก่อนที่จะตั้งศีลขึ้นได้ต้องอาศัยปัญญา... ถ้าปัญญากล้าขึ้นก็อบรมสมาธิให้มั่นขึ้นไป เมื่อสมาธิมั่นขึ้นไป ศีลก็สมบูรณ์ขึ้น สมาธิก็กล้าขึ้นอีก เมื่อสมาธิกล้าขึ้น ปัญญาก็กล้ายิ่งขึ้น สามอย่างนี้เป็นไวพจน์ซึ่งกันและกัน..." |
|
|
|
| |
แม้ในความจนแต้มของการหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ในช่วงท้าย ในหนังมีอีกหลายเรื่องที่ผู้เขียนไม่สามารถให้วิทยาศาสตร์อธิบายได้ รวมถึงทฤษฏีการเกิดบั้งไฟพญานาค บทความนั้นก็ยังพยายามจะบอกว่า มันต้องมีสิน่า ดังประโยคที่ว่า
ความจริงเรื่องบั้งไฟพญานาค เป็นเรื่องที่อธิบายได้นะผมว่า
การเข้าถึงความรู้ ปรากฎการณ์ทางโลกจำเป็นต้องใช้ หลักเหตุผล หรือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นหรือ ? เพราะในความเป็นจริงแล้ว ภูมิปัญญาหลายอย่างนั้น อาจไม่มีเหตุผล (อย่างเป็นวิทยาศาสตร์) แต่ว่ามีหน้าที่ ความไม่จำเป็นในการต้องหาเหตุผลอธิบาย ภูมิปัญญา หรือความเชื่อต่างๆนี้ ยังมีนัยถึง สิทธิในการดำรงอยู่ของความเชื่อข้างน้อยในสังคมวิทยาศาสตร์ หรือจะบอกว่าเป็นสิทธิในการงมงายก็ได้
|
|
|
| |
เข้ามาสู่ทัศนะต่อ ภาพยนต์เรื่อง ๑๕ ค่ำฯ ซึ่งผู้เขียนไม่ขอเล่าเรื่องย่อของหนัง เนื่องจากคิดว่าคนจำนวนมากคงได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว แก่นของหนังว่าด้วยเรื่องความคิดความเชื่อเดิมของสังคม ที่ถูกท้าทายโดยระบบ หรือชุดความคิดใหม่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลก หรือโลกาภิวัตร
หนังดำเนินไปโดยใช้ความขัดแย้งในการอธิบายปรากฏการณ์ที่ยึดโยงกับคติทางพุทธอย่าง บั้งไฟพญานาค ซึ่งเกิดทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ในแม่น้ำโขง จังหวัดหนองคาย เป็นแกน โดยมีเหตุการณ์ย่อย ๆ ที่แสดงให้เห็นความขัดแย้งของชุดความคิดเดิม กับชุดความคิดใหม่ ผ่านตัวละครสองยุค คือ คนรุ่นป้าอองที่มีเทคนิคในการแก้หวัด ไล่มด ไล่ตะขาบ แบบแปลก ๆ ในสายตาของคนรุ่นหลังที่เติบโตในยุคโลกาภิวัฒน์ อย่าง ปลัดอำเภอ ครูอลิศ และ บักเคน ดังที่ปลัดอำเภอ แสดงทัศนะต่อวิธีการไล่มดจากโหลน้ำตาล โดยการปักช้อนสแตนเลสลงในโหลของป้าอองว่า มันกลัวช้อนสแตนเลส บี้หัวมันมากกว่า จะเป็นเพราะมดเป็นสแตสเลสโฟเบียเหมือนที่ป้าอองบอก
แม้แต่คนที่โตมากับป้าอองอย่างครูอลิศยังเห็นว่า การใช้ควันจากการเผาปอยผมไล่ตะขาบนั้น ไม่ใช่แต่ตะขาบหรอกจะแพ้หรือเมาควันจากปอยผมแต่ คนยังทนไม่ไหวเลย |
|
|
| |
หนังเรื่อง ๑๕ ค่ำฯ มีความแปลก คือ หนังบรรยายภาษาไทยอิสานพากย์อักษรไทย ขณะที่ในปัจจุบัน หนังจำนวนมากที่โกอินเตอร์ มักบรรยายภาษาไทย พากย์อักษรอังกฤษ การบรรยาย อิสาน จึงนอกจากทำให้ได้อรรถรสในการดูเป็นอย่างมาก ยังเป็นการใช้ภาษาพูดจริงๆ เป็นภาษาหนัง เพื่อสื่อถึงแก่นของหนังได้อย่างดี
หากจะตีความ ๑๕ ค่ำฯ ให้กว้างขึ้นจากเนื้อหาของหนัง อาจกล่าวได้ว่า หนังพูดถึง ปัญหาการอธิบายปรากฏการณ์ หรือการเข้าถึงองค์ความรู้ของสังคมไทยภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ หากเราเปลี่ยนจากความขัดแย้งของความคิดเรื่องบั้งไฟพญานาค เป็นความขัดแย้งเรื่องพืชดัดแปลงพันธุกรรม การสร้างท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย กรณีบ่อนอก-หินกรูด เราจะพบว่าผู้แสดงในโลกของความจริง ก็มักเล่นบทไม่ต่างจากที่เราเห็นในหนังเรื่องนี้เท่าไรนัก
ในท่ามกลางความขัดแย้ง ของการอธิบายปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค สามารถจำแนกตัวละคร หรือผู้แสดงหลักออกได้เป็นสามกลุ่ม คือ
ครูใหญ่และหลวงพ่อ: ซึ่งใช้ศรัทธาความเชื่อเป็นหลัก ในหนัง ทั้งสองไม่ได้พยายามหาสาเหตุ หรืออธิบายการเกิดบั้งไฟพญานาคเลย นอกเหนือจากศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาของหลวงพ่อ และของครูใหญ่ (ซึ่งออกจะคลุมเคลือด้วยซ้ำ ว่าเป็นศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา หรือเป็นความเชื่อเรื่องพญานาค หรืออำนาจเหนือธรรมชาติ) แม้หนึ่งคน และหนึ่งรูปนี้ ต่างมีความเชื่อ และศรัทธาเป็นธง แต่ก็ต่างกันที่การมีศีลธรรม และปัญญากำกับ ครูใหญ่บ่นว่าโลกาภิวัฒน์ทำไมมาเยือนหนองคายเร็วเหลือเกิน แล้ววันหนึ่งก็ลงมือทุบอุปกรณ์วัดออกซิเจนของหมอนอ กับงัดรถของดอกเตอร์สุรพล |
|
|
|
| |
แต่หลวงพ่อกลับติดตามความเปลี่ยนแปลง เป็นไปของโลกผ่านวิทย ุ และสามารถเอาโลกาภิวัฒน์ ซึ่งพูดผ่านจากปากบักเคนมาใช้ ดังที่เทศกัณฑ์ จอห์นนี่ วอกเกอร์ ทำในสิ่งที่เชื่อ เชื่อในสิ่งที่ทำ สอนหมอนอ หนังแต้มบุคลิกการเชื่ออะไรอย่างหลับหูหลับตาของครูใหญ่ ซึ่งสอนวิทยาศาสตร์ โดยให้ลุกมาถอดเสื้อแล้วบิด เพื่อห้ามไม่ให้หมามาถ่ายในบ้าน ตัวอย่างคนแบบครูใหญ่ในสังคมบ้านเราก็คือ
คนที่สามารถทำร้าย/ สนับสนุนให้ใช้กำลังทำร้ายชาวไทยมุสลิมที่กรือแซะ เพราะเชื่อว่าเป็นพวกแบ่งแยกดินแดน หรืออาจเป็นคนที่คอยบิด (เบือน) ข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เพราะกลัวว่าบ้านตัวเองจะดูสกปรก เลอะเทอะ
หมอนอ: ซึ่งเป็นคนแบบที่ต้องการรู้เพื่อรู้ เราอยากรู้ความลับของธรรมชาติ เพื่อจะเข้าใจมัน พอเราเข้าใจมันแล้ว เราก็จะอยู่บนโลกอย่างมีความสุขครับ หมอมีบุคลิกน่ารัก จิตใจงาม คนแบบหมอ ให้ความสำคัญกับการหาความจริง เท่ากับชีวิตส่วนตัวทีเดียว ดังที่หมอนอบอกว่า นอกจาก คู่รัก คู่หมั้นอย่างครูอลิศ และ การทดลองเพื่อหาสาเหตุการเกิดบั้งไฟพญานาค แกก็ไม่ต้องการอะไรแล้วในชีวิต คนแบบนี้เรามักเจอเวลาที่อ่านประวัตินักวิทยาศาสตร์หลายคน เช่น มาดามคูรี่ ที่บอกว่า จะมัวทำครัวอยู่ทำไม ยังมีหนังสือฟิสิกส์ที่ไม่ได้อ่านอีกตั้งหลายเล่ม
|
|
|
|
| |
ดอกเตอร์สุรพล: เป็นคนที่ทำให้หนังมีสีสันที่สุด มึงมาพาโวย แต่จะร้ายก็ไม่ใช่ จะน่ารักแบบหมอนอก็ไม่เชิง ดอกเตอร์สุรพลเป็นคนที่ใช้วิทยาศาสตร์ วิทยาการ ในการหาเหตุที่เกิดบั้งไฟพญานาค เช่นเดียวกับหมอนอ แต่ต่างกันที่ เป็นคนแบบ ต้องการรู้เพื่อเอามาใช้ประโยชน์ ถึงจะไม่ใช่วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 เป็นวันอะไรก็ได้... เพียงแต่มีรีโมตอันนี้ เราจะมีปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค เมื่อไหร่ก็ได้ คนแบบดอกเตอร์สุรพล คงเทียบเคียงได้กับนักเทคโนโลยี หรือเทคโนแครตในบ้านเรา ที่บางครั้งก็พร้อมจะนั่งกระดิกเท้า จิบเบียร์เย็น ๆ กับเถ้าแก่ เพื่อสมประโยชน์กันสร้างอะไรเทียม ๆ ออกมา อย่างบั้งไฟ รายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือมะละกอที่สั่งให้ทนไวรัสได้ตามต้องการ
|
|
|
| |
เหตุการณ์ทั้งหมดในหนัง ๑๕ ค่ำฯ เดินอยู่ระหว่างโขงสองฝั่ง คือ ในบ้านช่อง ร้านรวง ร้านเหล้า รวมทั้งอาบอบนวดในฝั่งไทย และวัดในฝั่งลาว ซึ่งรับกับแก่นของหนัง ที่เป็นความขัดแย้งระหว่างการอธิบายบั้งไฟพญานาค ด้วยคติเดิมบนฐาน ความเชื่อทางพุทธศาสนา (ฝั่งลาว/หลวงพ่อ/โลกของจิต) และ การอธิบายด้วยวิธีการซึ่งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ และวิทยาการที่รับมาจากโลกตะวันตกตามกระบวนการโลกาภิวัฒน์ (ฝั่งไทย/ดอกเตอร์สุรพล,หมอนอ/โลกของวัตถุ)
หนังได้ย้ำเรื่องความต่างของฐานคิดทั้งสองแบบ ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง ผ่านปากของหลวงพ่อ ตะวันตกมันตรงข้ามกับตะวันออก ตะวันตกเป็นเรื่องของวัตถุ ตะวันออกมันเป็นเรื่องของจิต
|
|
|
| |
ที่น่าบังเอิญ คือ แม่น้ำโขง นี้ภาษาอีสาน อาจเรียกอีกอย่างว่า แม่น้ำของ เหมือนดังจะบอกว่า สิ่งที่กำลังค้นหานี้ ล้วนเป็นเรื่องของการค้นหาความจริง ตามที่ตัวเองเชื่อ และยึดถือใน โลก (แม่น้ำ) แห่ง วัตถุ (ของ) เป็นเรื่องการการยึดมั่นถือมั่นทั้งสิ้น ในหนังทุกคนต่างก็พยายามทำอะไร ต่าง ๆ นานา ตามที่ตัวเองเชื่อ และยึดถืออยู่
ซึ่งในท้ายที่สุด ทุกคนก็ล้วนประสบกับความทุกข์ ทั้งครูใหญ่ที่โดนตำรวจจับ ดอกเตอร์สุรพลที่ลูกศิษย์บาดเจ็บสาหัส หมอนอซึ่งครูอลิศขอร้องให้เลิกทำการทดลอง ไม่รวมบักเคนที่ทุกข์ ตั้งแต่ต้นเรื่อง เพราะหลงคิดว่าตัวเองเป็นคนทำบั้งไฟพญานาค
|
|
|
| |
อย่างไรก็ดี ในฉากสุดท้ายของหนัง หมอนอ ครูอลิศ และ บักเคน ต่างก็ยิ้มออก ทั้ง ๆ ที่ กลับมาไม่รู้สาเหตุของบั้งไฟญานาคเหมือนเดิม เมื่อพบว่า บั้งไฟแท้จริงไม่ได้เกิดจากฝีมือ หลวงพ่อ และ บักเคน หนังคล้ายจะบอกว่า
การคลายจากสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ต่างหาก จึงเป็นทางแห่งการพ้นทุกข์ แสงสว่างจากลูกไฟที่หลุดพ้นขึ้นจากความมืดของแม่น้ำของ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า จึงเปรียบได้ดังปัญญา การหลุดพ้น (วิมุติ) ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความมืดของโลกวัตถุ (สมมุติ)
เมื่อเราคลายจากความยึดมั่นถือมั่น โลกาวิทู การรู้แจ้งโลก ก็สามารถเกิดท่ามกลาง โลกาภิวัตร ได้เช่นกัน
|
|
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|