
ธรรมบรรยายก่อนฉันภัตตาหารเช้าประจำพรรษากาล ๒๕๕๔
โดย อาจารย์พระมหาไพ ผลปุญโญ
๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔
ภาพประกอบ จาก Internet
|
พรหมนิมันตสิกสูตร (เรื่องพรหมเข้าใจผิดว่าตนเป็นผู้สร้างโลก)
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ วัดพระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ซึ่งอยู่ในกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นเอง พระผู้มีพระภาคได้นำเรื่องนี้มาตรัสเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟัง ท่านเล่าว่า...
เมื่อครั้งที่พระองค์ประทับอยู่ที่ต้นโคนสาละใหญ่ในสุภควัน ใกล้เมืองอุกกัฏฐาในสมัยนั้น พกพรหม มีทิฏฐิชั่วเช่นนี้เกิดขึ้นว่าพรหมสถาน นี้ เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง แข็งแรง มีความไม่เคลื่อนไปเป็นธรรมดาพรหมสถานนี้ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติก็แลเหตุเครื่องสลัดออกจากทุกข์อย่างยิ่งนอกจากพรหมสถานนี้ไม่มี
พระองค์ทรงทราบความคิดนั้นแล้วจึงอันตรธานจากโคนต้นสาละใหญ่ในสุภควัน ไปปรากฏในพรหมโลก
เมื่อพกพรหมได้เห็นพระองค์แล้ว ได้ทำการต้อนรับและแสดงทิฏฐิของตน ว่า พรหมสถานนี้ เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง แข็งแรง มีความไม่เคลื่อนไปเป็นธรรมดาพรหมสถานนี้ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ ก็แลเหตุเครื่องสลัดออกจากทุกข์อย่างยิ่งนอกจากพรหมสถานนี้ไม่มี
ครั้งนั้น พระศาสดา ได้ตรับว่า พกพรหมผู้เจริญตกอยู่ในอำนาจอวิชชาแล้วหนอ พกพรหมผู้เจริญตกอยู่ในอำนาจอวิชชาแล้วหนอ เพราะพกพรหมกล่าวสิ่งที่ไม่เที่ยงว่า เที่ยง กล่าวสิ่งที่ไม่ยั่งยืนว่า ยั่งยืน กล่าวสิ่งที่ไม่มั่นคงว่า มั่นคง กล่าวสิ่งที่ไม่แข็งแรงว่า แข็งแรง กล่าวสิ่งที่มีความเคลื่อนไปเป็นธรรมดาว่า มีความไม่เคลื่อนไปเป็นธรรมดา ก็แลสัตว์ เกิด แก่ ตาย จุติ และอุบัติอยู่ในพรหมสถานใด พกพรหมกล่าวพรหมสถานนั้นว่า พรหมสถานนี้ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ และกล่าวการสลัดออกจากทุกข์อย่างยิ่งอื่นซึ่งมีอยู่ว่า การสลัดออกจากทุกข์อย่างยิ่งอื่นไม่มี
|
|
มารได้เข้าสิงพรหมปาริสัชชะองค์หนึ่ง ได้พูดขึ้นว่า ภิกษุ ภิกษุ อย่ารุกรานพกพรหมนี้เลย อย่ารุกรานพกพรหมนี้เลยเพราะว่าพรหมผู้นี้เป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ คณะพรหมฝ่าฝืนไม่ได้โดยที่แท้ เป็นผู้รู้ทั่วไป ยังสรรพสัตว์ให้เป็นไปในอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้างโลก นิรมิตโลก เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้แต่งสัตว์ เป็นผู้ใช้อำนาจ เป็นบิดาของเหล่าสัตว์ที่เกิดแล้ว และที่กำลังจะเกิด เป็นต้น และได้กล่าวคำอีกเป็นอันมาก
พระศาสดาทรงทราบว่า นั่นคือมารเข้าสิงพรหม จึงตรัสว่า มารผู้ใจบาป เรารู้จักท่าน ท่านอย่าเข้าใจว่า พระสมณะไม่รู้จักเรา ท่านเป็นมาร พรหมก็ดี พรหมบริษัทก็ดี พรหมปาริสัชชะก็ดี ทั้งหมดนั้นอยู่ในมือของท่าน ตกอยู่ในอำนาจของท่านและท่านก็มีความดำริว่า แม้พระสมณะก็ต้องอยู่ในมือของเรา ต้องอยู่ในอำนาจของเรา แต่ว่า เราไม่ได้อยู่ในมือของท่าน ไม่ได้ตกอยู่ในอำนาจของท่านเลย
พกพรหมได้กล่าวยืนยันทิฏฐิของตนว่า พรหมสถานของตนนั้นเที่ยงแท้อย่างนั้นอีก
|
|
พระศาสดาจึงกล่าวว่า พรหม แม้เราก็รู้อย่างนี้ว่าถ้าเราจักกลืนกินแผ่นดิน เราก็จักชื่อว่าเป็นผู้นอนอยู่ใกล้ท่าน นอนในที่อยู่ของท่านท่านพึงทำได้ตามประสงค์ ท่านพึงห้ามได้และถ้าเราจักกลืนกินน้ำ ... ถ้าเราจักกลืนกินไฟ ... ถ้าเราจักกลืนกินลม ... ถ้าเราจักกลืนกินเหล่าสัตว์ ... ถ้าเราจักกลืนกินเทวดา ... ถ้าเราจักกลืนกินปชาบดี ... ถ้าเราจักกลืนกินพรหม เราก็จักชื่อว่าเป็นผู้นอนอยู่ใกล้ท่าน นอนในที่อยู่ของท่าน ท่านพึงทำได้ตามประสงค์ ท่านพึงห้ามได้ ใช่แต่เท่านั้น เรารู้คติ และรู้ความรุ่งเรืองของท่านว่า ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ย่อมโคจรส่องทิศให้สว่างอยู่เท่าใด อำนาจของท่านย่อมเป็นไปใน ๑,๐๐๐ จักรวาลเท่านั้น ท่านย่อมรู้จักสัตว์ที่เลวและสัตว์ที่ประณีต รู้จักสัตว์ที่มีราคะและสัตว์ที่ไม่มีราคะ รู้จักจักรวาลนี้และจักรวาลอื่นและรู้จักการมาและการไปของสัตว์ทั้งหลาย หมู่พรหมชื่ออาภัสรามีอยู่ ท่านเคลื่อนแล้วจากที่ใด มาอุบัติแล้วในที่นี้ ท่านมีสติหลงลืมไปเพราะอยู่อาศัยนานนัก เพราะเหตุนั้น ท่านจึงไม่รู้ไม่เห็นหมู่พรหมนั้น (แต่)เรารู้ เห็นหมู่พรหมนั้น เรากับท่านเทียบกันไม่ได้ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งแม้อย่างนี้ ความที่เราเป็นผู้ต่ำกว่าท่านจะมีแต่ที่ไหนโดยที่แท้ เราเท่านั้นเป็นผู้สูงยิ่งกว่าท่าน
หมู่พรหมชื่อสุภกิณหา มีอยู่ ... หมู่พรหมชื่อเวหัปผลา มีอยู่ ... หมู่พรหมชื่ออภิภูมีอยู่ ท่านไม่รู้ ไม่เห็นหมู่พรหมนั้น (แต่) เรารู้ เห็นหมู่พรหมนั้น เรากับท่านเทียบกันไม่ได้ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งแม้อย่างนี้ ความที่เราเป็นผู้ต่ำกว่าท่านจะมีแต่ที่ไหน โดยที่แท้ เราเท่านั้นเป็นผู้สูงยิ่งกว่าท่าน
|
|
ครั้งนี้พรหมยอมจำนนท์ต่อพระพุทธองค์ด้วยพระปัญญา แต่ก็ยังมีความปรารถนาจะสู้ด้วยฤทธิ์ จึงกล่าวว่า เราจักอันตรธานไปจากพระสมณโคดม เราจักอันตรธานไปจากพระสมณโคดม แต่ก็ไม่อาจอันตรธานไปจากเราได้เลย
พระศาสดา จึงกล่าวว่า พรหม ท่านจงดู บัดนี้ เราจะอันตรธานไปจากท่าน ด้วยอิทธาภิสังขารเช่นนั้น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พรหมก็ดี พรหมบริษัทก็ดี พรหมปาริสัชชะก็ดี ย่อมได้ยินเสียงเรา แต่มิได้เห็นตัวเรา เราอันตรธานไปแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ว่า เราเห็นภัยในภพและเห็นภพของสัตว์ ผู้แสงหาความปราศจากภพแล้ว ไม่กล่าวยกย่องภพอะไรเลย ทั้งไม่ยึดมั่นนันทิ ด้วย
ครั้งนั้น พรหมก็ดี พรหมบริษัทก็ดี พรหมปาริสัชชะก็ดี ได้เกิดความแปลกประหลาดมหัศจรรย์จิตว่า ท่านผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ พระสมณโคดมมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ก่อนแต่นี้ เราทั้งหลายไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก เหมือนพระสมณโคดมนี้ ผู้ออกผนวชจากศากยตระกูล ถอนภพพร้อมทั้งรากของหมู่สัตว์ผู้รื่นรมย์ในภพ ยินดีในภพ เพลิดเพลินในภพ |

|
ครั้งนั้น มารใจบาป เข้าสิงกายพรหมปาริสัชชะผู้หนึ่ง แล้วกล่าวกับเราว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ถ้าท่านรู้อย่างนี้ ตรัสรู้อย่างนี้ ก็อย่าแนะนำ อย่าแสดงธรรม อย่าทำความยินดีกับพวกสาวกและพวกบรรพชิตเลย ภิกษุ ได้มีสมณพราหมณ์พวกก่อนท่านผู้ปฏิญญาว่า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลก สมณพราหมณ์เหล่านั้นแนะนำ แสดงธรรม ทำความยินดีกับพวกสาวกและพวกบรรพชิต หลังจากตายแล้ว ก็ไปเกิดในพวกที่เลว
สมณพราหมณ์พวกก่อนท่านผู้ปฏิญญาว่า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลก สมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่แนะนำ ไม่แสดงธรรม ไม่ทำความยินดีกับพวกสาวกและพวกบรรพชิต หลังจากตายแล้ว ก็ไปเกิดในพวกที่ดี
เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวกับท่านว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ขอท่านอย่ากังวลไปเลย จงหมั่นประกอบธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันอยู่เถิดเพราะการไม่พูดเป็นความดี ท่านอย่าสั่งสอนสัตว์อื่นๆ เลย
|
พระศาสดา จึงกล่าวว่า มาร เรารู้จักท่าน ท่านอย่าเข้าใจว่า พระสมณะไม่รู้จักเรา ท่านเป็นมาร ท่านหามีความอนุเคราะห์ด้วยจิตเกื้อกูลไม่ จึงกล่าวกับเราอย่างนี้ ท่านไม่มีความอนุเคราะห์ด้วยจิตเกื้อกูลจึงกล่าวกับเราอย่างนี้ ท่านมีความดำริว่า พระสมณโคดม จักแสดงธรรมแก่ชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นจักล่วงวิสัยของเราไป
สมณพราหมณ์เหล่านั้น (ที่มารว่าหลังจากตายแล้วไปเกิดในพวกที่เลว) มิได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปฏิญญาว่า เราทั้งหลาย เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ย่อมปฏิญญาว่า เราเป็นสัมมาสัมพุทธะ มาร ตถาคตแม้เมื่อแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย ก็เป็นเช่นนั้น แม้เมื่อไม่แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย ก็เป็นเช่นนั้น ตถาคตแม้เมื่อแนะนำสาวก ก็เป็นเช่นนั้นแม้เมื่อไม่ได้แนะนำสาวก ก็เป็นเช่นนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะตถาคตละอาสวะอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไปได้แล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ต้นตาลที่ถูกตัดยอดแล้วไม่อาจงอกขึ้นอีกได้ แม้ฉันใด ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ละอาสวะทั้งหลายอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไปได้แล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้
อ้างอิงจากพระไตรปิฎก (มจร.แปล) เล่มที่ ๑๒ ข้อที่ ๕๐๑-๕๐๕ หน้าที่ ๕๓๗-๕๔๕
|
|
|
| |