1) ถ้าภิกษุสามเณรถือลัทธิผิด ๆ มาแล้ว เช่น ถือ ลัทธิศาสนาพราหมณ์ คือ เคยเป็นหมอผีหมอมนต์มาแล้ว เป็นต้น ต้องแนะนำสั่งสอนให้ละลัทธิที่ผิดนั้นเสียแล้วให้ประพฤติตนในลัทธิที่ชอบ ถ้าเป็นคนว่าง่ายสอนง่ายดังนี้ จึงควรรับไว้ ให้บำเพ็ญธุดงคกรรมฐานต่อไป
2) ถ้าพระภิกษุสามเณร เป็นผู้มีความเห็นผิดมาแต่เดิมแล้ว และถือทิฏฐิมานะแข็งกระด้างมาก เช่น เห็นว่าสมัยนี้ไม่ใช่สมัยที่จะบำเพ็ญธุดงค์กรรมฐานถึงแม้จะบำเพ็ญไปก็ไม่มีประโยชน์ ดังนี้เป็นต้น พึงว่ากล่าวตักเตือนสั่งสอน ให้ละทิฏฐิมานะเช่นนั้นเสีย ถ้าละไม่ได้ก็ไม่ควรรับไว้เลย แต่ถ้าละทิฏฐิเช่นนั้นได้แล้วก็ควรรับไว้ บำเพ็ญธุดงคกรรมฐานต่อไป
3) ถ้าพระภิกษุสามเณร เป็นผู้ว่ายากสอนยากและตั้งเจตนาผิด ๆ มาแล้ว ด้วยความเป็นผู้ประมาทต่อข้อปฏิบัติ คือ เป็นผู้หวังร้าย ไม่ใช่เป็นผู้หวังดี เช่น หวังเพื่อจะทำลายพระคณะกรรมฐาน ให้แตกสามัคคีกันก็ดี ให้ท้อถอยจากข้อปฏิบัติก็ดี มาทำความฝ่าฝืนหมู่คณะหรือพระอาจารย์ แห่งพระกรรมฐานก็ดีเหล่านี้เป็นต้น ไม่ควรรับไว้ในหมู่คณะแห่งพระกรรมฐานเลยเป็นอันขาด
4) หน้าที่ของพระภิกษุสามเณรผู้บำเพ็ญธุดงค์กรรมฐาน ต้องเป็นผู้หวังดีต่อพระพุทธศาสนาจริงๆ คือ หวังความพ้นจากพ้นทุกข์ในวัฏฏสงสาร และสนใจใคร่ธรรมใคร่วินัย แสวงหาวิโมกขธรรม สันติสุขในพระพุทธศาสนา และหวังเพื่อเชิดชูพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบไปตลอดสิ้นชีวิต
5) เป็นผู้มีความเพียร ไม่เกียจคร้าน และมีขันติธรรม อดทดต่อความทุกข์ความยาก และความลำบากตรากตรำ ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเป็นผู้เห็นแก่พระพุทธศาสนาจริง ๆ
6) เป็นผู้มีน้ำใจอันซื่อสัตย์สุจริตต่อพระศาสนาและครูบาอาจารย์ ตลอดถึงหมู่คณะ อ่อนน้อมยอมตนให้หมู่คณะว่ากล่าวตักเตือนสั่งสอนได้ในธรรมวินัยเมื่อได้มาอยู่ในหมู่ในคณะนี้แล้ว จะหลีกหนีไปก็ไม่ลอบลักดักหนีไป ให้ล่ำลาครูบาอาจารย์ของตนก่อนเมื่อทานอนุญาตแล้วจึงไป ถ้าท่านไม่อนุญาตก็ไม่ต้องไป
7) ต้องเป็นผู้แสดงความสามัคคี 3 ประการ คือ กายสามัคคี จิตตสามัคคี ทิฏฐิสามัคคี ต่อหมู่ต่อคณะอยู่เสมอ ในเวลาทำกิจวัตร 10 ประการ มีการปัดกวาด เป็นต้น ก็ต้องพร้อมเพรียงกันทำ ในเวลารักษาธุดงควัตร 13 ประการ มีการเที่ยวบิณฑบาต และฉันบิณฑบาต เป็นต้น ก็ต้องพร้อมเพรียงกัน ในเวลาประกอบขันธวัตร 14 ประการมีอาจาริยวัตรและอุปัชฌายวัตร เป็นต้น ก็ต้องสามัคคีกัน
8) ต้องเป็นผู้ไม่กระทำการทุจริตต่อหมู่ต่อคณะทั้งในที่ต่อหน้าและลับหลัง และไม่ประพฤตินอกรีตนอกรอย นอกธรรมนอกวินัย
9) ต้องประชุมปรึกษาธรรมวินัย และอุบายธรรมในใจกันอยู่เนื่องนิตย์ เมื่อประชุมก็ให้พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกก็ให้พร้อมเพรียงกันเลิกและทำความเคารพต่อที่ประชุมเสมอ ถ้ามีเหตุจำเป็นหรือกิจจำเป็น ต้องบอกลากับหมู่คณะเสมอ
10) ต้องเป็นผู้มี หิริและโอตตัปปะ สะดุ้งหวาดเสียวต่อบาปกรรมประจำสันดานเป็นนิตย์ มีปกติสำรวมในพระปาฏิโมกข์ และสำรวมอินทรีย์พิจารณาปัจจเวกขณะในเวลาบริโภคปัจจัย 4 มีอาชีวปาริสุทธิศีล นุ่งสบงห่มจีวร เป็นปริมณฑลเรียบร้อยดี เวลาเข้าไปในละแวกบ้าน ต้องซ้อนผ้าสังฆาฏิกับอุตตราสงค์ (จีวร) ห่มให้เป็นปริมณฑลเสมอเว้นเสียแต่มีเหตุจำเป็นหรือมีอันตราย
11) ต้องเป็นผู้มีอาจาระ คือ มารยาทอันดีงามและมีโคจาระ คือ ที่เที่ยวไปอันสมควรแก่สมณสารูปเป็นผู้มีปกติเห็นภัยในโทษทั้งหลายอันมีประมาณน้อยสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายโดยความไม่ประมาท
12) ต้องเป็นผู้มีกตัญญูกตเวที ต่อพระพุทธศาสนาทุกเมื่อ ครั้นเมื่อศาสนาแนะนำให้ประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาอย่างใดใด ต้องช่วยกันทำประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาอย่างนั้นนั้นทุกประการไป โดยความเคารพ และหวังความเจริญแก่พระพุทธศาสนาตลอดไป
13) ต้องเป็นผู้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท คือ ไม่ประมาทคุณพระรัตนตรัย และไม่ประมาทคุณูปการของพระอาจารย์ ตลอกถึงหมู่คณะของตนและไม่ประมาทชาติชีวิตของตน จำต้องทำตนให้ตั้งอยู่ในความเคารพเสมอ
14) ต้องทำใจของตนให้เป็นพรหม คือ ทำใจให้เป็นใหญ่กว่าอะไรทั้งหมด และทำใจให้ยิ้มแย้มแจ่มใสเต็มไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แก่ตนและบุคคลผู้อื่นทั่วไปเสมอ
15) เมื่อจะพูดจากันด้วยธรรมวินัย ต้องพูดกันด้วยความเคารพเสมอ คือ ต่างคนต่างต้องรักษาเสขิยธรรม ให้ถูกต้องตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้วทุกประการ
16) ต้องเป็นผู้ชำนาญในมคธภาษา ท่องบ่นให้ได้ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น สวดมนต์ไหว้พระและพรหมวิหาร 4 ตลอดถึงเจ็ดตำนาน และขัดตำนาน และพระปาฏิโมกข์ ในภายใน 5 พรรษา
17) เมื่อเห็นอาจารย์ หรือพระเถระผู้ใหญ่กระทำอะไรด้วยกาย พูดด้วยวาจาใกล้ต่อความผิด หรือใกล้ต่ออาบัติโทษ จะทักทายว่ากล่าวทีเดียวก็ไม่สมควร ต้องทำทีเป็นถามหรือศึกษาต่อท่านด้วยความเคารพเสมอ
18) ต้องเป็นผู้ปกครองตนเองได้ด้วยธรรมวินัย คือ ไม่ฝ่าฝืนธรรมวินัย และไม่ฝ่าฝืนครูบาจารย์ตลอดถึงหมู่คณะของตนเองเสมอ
19) ลาภที่ได้มาโดยทางที่ชอบ ต้องถือว่าเป็นลาภที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจพระพุทธศาสนา สำหรับบำรุงหมู่คณะผู้ปฏิบัติพระพุทธศาสนาทั่ว ๆ ไป แต่ก็แล้วแต่เจ้าของผู้ได้มา ถ้าสมควรแจกก็ต้องแจกตามสมควร เว้นเสียแต่ของสงฆ์ที่เป็นครุภัณฑ์ จะแจกกันไม่ได้เลยเป็นอันขาด จำเป็นต้องรักษาไว้ไม่ให้เสื่อมสูญอันตธานไป
20) ต้องรักษาเครื่องใช้อันเป็นสาธารณประโยชน์ทั่วไปในหมู่ในคณะ เช่น กุฏิ วิหาร ศาลา โรงธรรม โรงฉัน โบสถ์ อาราม เสื่อ หมอน เตียง ตั่ง ถาด โถ ถ้วย ชาม ตุ่มน้ำ ถังน้ำ ครุและถังตักน้ำ ถ้วยแก้ว ชามแก้ว เป็นต้น ให้สะอาดและปราศจากอันตราย เมื่อตนได้เอาไปใช้ หรือเห็นตกหล่นอยู่ในที่ใด ๆ ต้องรีบเก็บทันที อย่าให้เสียหายได้เป็นอันขาด ถ้าทำให้เสียหายต้องเป็นโทษ ห้ามมรรค ห้ามผล ห้ามสวรรค์ ห้ามนิมพานถ้าปฏิบัติได้ก็เป็นบุญเป็นกุศลแก่ตนจริง ๆ
21) ต้องเป็นผู้มีเมตตาจิต เอ็นดู กรุณาสงเคราะห์กันและกันด้วยธรรมวินัยข้อปฏิบัติที่ดีที่ชอบตลอดการเจ็บป่วยไข้ ถ้าเกิดมีแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง ต้องรีบช่วยกันพยาบาลจนกว่าจะหาย เว้นเสียแต่เหลือวิสัย
22) ต้องเป็นผู้ฉลาด ในการปฏิสันถารต้อนรับพระภิกษุสามเณรอาคันตุกะ ผู้มาแต่ทิศต่าง ๆ ด้วยเสนาสนะ ที่นั่ง ที่นอน น้ำใช้ น้ำฉัน และต้อนรับแขกคนคฤหัสถ์หญิงชายน้อยใหญ่ตามสมควรด้วยอามิสปัจจัยและด้วยการแสดงธรรมเทศนา ให้ได้รับความเชื่อความเลื่อมใสพอใจ จะประพฤติปฏิบัติพระพุทธศาสนายิ่ง ๆ ขึ้นไป และให้ต้อนรับเฉพาะห้องรับแขกเท่านั้น ไม่ควรให้แขกเข้าไปพูดจาในห้องนอน เว้นเสียแต่อาพาธ หรือสมัยพิเศษ
23) ต้องเป็นผู้ฝึกหัดอักขระฐานกรณ์ในมคธภาษา ให้ชำนาญคล่องแคล่ว ถูกต้องดีเรียบร้อยบรรพชาและอุปสมบทด้วยมคธภาษาที่ถึงพร้อมบริบูรณ์ ด้วยสมบัติ 5 ประการ คือ วัถุสมบัติ 1 สีมา-สมบัติ 1 ญัตติสมบัติ 1 อนุสาวนะสมบัติ 1 ปริสสมบัติ 1 จึงไม่ขัดข้องแก่ทางมรรค ทางผล ทางสวรรค์นฤพาน
24) ต้องฝึกหัดให้ชำนาญ ในการตัดและเย็บย้อม ผ้าสบงจีวรและผ้าสังฆาฏิ สำเร็จเป็นขันธ์ 5-7-9-11 ถูกต้องตามพุทธานุญาต ด้วยฝีมือของตนตลอดถึงการตัดเย็บย้อมผ้านิสี และถลกบาตรและย่ามใช้เองได้
25) ผู้ใดประมาทและล่วงเกินต่อระเบียบนี้ต้องลงโทษพุทธอาญา ตามควรแก่ความผิดของตนเว้นเสียแต่พลั้งเผลอ ก็ให้รีบกลับทำความรู้สึกในความผิดของตน แล้วแสดงต่อหมู่คณะของตนทันทีเพื่อสำรวมระวังต่อไป |