กฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี


ทำดีได้ดีมีที่ไหน  ทำชั่วได้ดีมีถมไป  อาจจะเป็นคำกล่าวที่ติดปากสำหรับใครหลาย ๆ คน 
ในยามเมื่อคน ๆ นั้นทำอะไรแล้วไม่ได้ผลดั่งที่ตั้งใจไว้

 

 

แต่งโดย
อาวุธปญฺโญ  ภิกขุ aomam_hipo@hotmail.com


ทำดีได้ดีมีที่ไหน  ทำชั่วได้ดีมีถมไป  อาจจะเป็นคำกล่าวที่ติดปากสำหรับใครหลาย ๆ คน  ในยามเมื่อคน ๆ นั้นทำอะไรแล้วไม่ได้ผลดั่งที่ตั้งใจไว้   โดยสัญชาตญาณของมนุษย์แล้วเมื่อได้ลงทุนทำอะไรแล้ว  เอาอย่างที่เป็นจริงเป็นจังก็ย่อมจะต้องมีความรู้สึกอยากจะได้อะไรตอบแทนบ้างไม่มากก็น้อย  อย่างคนที่ทำงานในบริษัทเมื่อตั้งใจทำงานไม่เคยมาสายเลย   มักจะหวังลึก ๆ ในใจอยากจะให้เจ้านายขึ้นเงินเดือนให้   นักการเมืองมีการเปิดปราศรัยหาเสียง แล้วแจกของก่อนจะมีการเลือกตั้งสักเดือนสองเดือน  โดยมักป่าวประกาศออกเครื่องกระจายเสียงทุกครั้งที่ขึ้นปราศรัยว่า เงินส่วนนี้เป็นเงินของตนเองทั้งหมด  ไม่เกี่ยวกับส่วนไหนเลย  เพราะหวังผลประโยชน์ในอนาคต  แม้กระทั้งผู้ที่มีศีลมีธรรมเข้าวัดทำบุญเป็นประจำก็ตาม  ก็ยังไม่พ้นเรื่องเหล่านี้ เมื่อทำบุญเสร็จแล้วยังอธิษฐานเพื่อหวังกับบุญที่ตัวเองได้ทำ  ขอเพียงแค่ว่าขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขความเจริญ  ปรารถนาสิ่งใดก็ให้ได้สิ่งนั้น  อย่าให้มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน  ซึ่งสิ่งที่ขอนี้เป็นสิ่งที่ไม่ใช่วิสัยของนักปฏิบัติ  นักปฏิบัติควรจะมีวิสัยโน้มไปในทางพระนิพพานซึ่งเป็นทางอันสูงสุดในชีวิต   

 

เมื่อคนกระทำความดีลงไปแล้วกลับไม่ได้ผลตอบแทนตามที่หวัง   ส่วนมากก็จะละตายจากการกระทำความดี เนื่องจากไม่เห็นผลของคุณงามความดีนั้น   ตรงข้ามกับการทำความชั่วเมื่อทำลงไปแล้วกลับได้ผลที่เห็นทันตาเช่น เมื่อขโมยของคนอื่นมา ผลของการกระทำนั้นมักเห็นทันคือมีของอยู่ในมือ   สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความมีมิจฉาทิฐิ  เหมือนมีคำพังเพยที่พูดกันติดปากว่า เห็นกรงจักรเป็นดอกบัว  หมายถึงเห็นสิ่งที่ชั่วเป็นความดี  

  

ในการทำความดีท่านกล่าวว่า ถ้าหวังผลมากก็ทุกข์มากเพราะไม่ได้ดั่งใจหวัง   ภายในตัวความหวังนั้นก่อเกิดความมีอัตตาเกิดขึ้นมาในจิตใจ พอนำคำมาเปรียบเทียบถึงความหมายลึก ๆ แล้วก็จะได้ว่า คนมีอัตตามากก็ทุกข์มาก  อัตตา คือ การเอาความไม่รู้เข้าไปยึดเข้าไปถือ กับสิ่งที่ไม่ใช่ความจริงแท้  ก็เลยเกิดความเดือดร้อน ถ้าจะมีสักคนที่รู้ความเป็นจริงแล้วหมั่นทำความดี  โดยไม่ได้มีอัตตาคิดหวังจะได้ผลตอบแทนจากสิ่งนั้น  คำที่ว่าทำดีได้ดีมีที่ไหน  ทำชั่วได้ดีมีถมไป  ก็จะลบเลือนหายไปจากจิตใจ   ครูบาอาจารย์ผู้รู้ทั้งหลายท่านสอนไม่ให้มีอัตตา  ดั่งเช่นมีครูบาอาจารย์องค์หนึ่งท่านไปงานนิมนต์โยมที่เป็นศรัทธาวัดคนหนึ่ง  เมื่อไปถึงท่านก็นั่งที่อาสนะที่จัดเตรียมไว้ให้  ญาติโยมก็เตรียมข้าวเตรียมของอยู่  พอดีโยมที่อยู่ข้างห้องใส่เกี๊ยะเดินกันเสียงดัง  เสียงดังนั้นผ่านเข้ามาในห้องที่กำลังทำพิธีอยู่  โยมที่เป็นเจ้าภาพเกิดอัตตาขึ้นมาทันที่เลยร้องสวนกลับไปว่า เฮ้ยอย่างเสียงดัง  กำลังทำพิธีอยู่  แล้วพระก็ร้องสวนขึ้นทันทีว่า โยมก็อย่าเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาซี่  เป็นเรื่องที่เป็นอุทาหรณ์ได้อย่างดีสำหรับคนที่มีอัตตา 

  ตามหลักของความเป็นจริงแล้วคนที่มีความเห็นผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้  ปกติส่วนมากก็จะนึกเอาเฉพาะใกล้ ๆ สั้น ๆ เอาเฉพาะที่จำได้  ไม่ได้นึกไปข้างหน้าไปข้างหลังว่าแต่ก่อนเคยทำอะไรไว้  ถึงได้รับแต่ความไม่สมปรารถนาอย่างนี้  อาจจะเคยทำกรรมไว้ในชาติก่อนหรือชาตินี้แล้วผลกรรมนั้นย้อนกลับมาให้ผลก็เป็นได้  ถึงแม้จะกำลังทำความดีอยู่ก็ตามผลกรรมก็จะสามารถให้ผลของมันได้ไม่เลือก เราเพิ่งจะได้ยินข่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า มีเด็กที่ขาขาดเพราะล้อรถจักรยานยนต์  หลังจากที่พ่อแม่กลับจากทำบุญมาไม่นาน อาจทำให้หลาย ๆ คนไม่อยากทำบุญ

แต่บุคคลผู้มีปัญญาย่อมจะเชื่อในอานิสงฆ์ของการทำบุญ แม้ผลบุญจะยังไม่ให้ผลก็ตาม  ด้วยความคิดว่าบุญนั้นไม่จำเป็นจะต้องให้ผลแม้ในชาตินี้อย่างเดียว  อาจจะให้ผลในชาติหน้าก็ได้
เมื่อบุคคลใดคิดได้ดังนี้แล้ว ก็นับว่าเป็นผู้ที่ไม่ได้ตายจากความดี  และความดีก็จะย้อนกลับมาให้ผลกับบุคคลนั้น แม้จะปฎิเสธยังไงก็ไม่สามารถหลีกหนีได้ทั้งความดีและความชั่ว  อาจจะมีผู้ที่สงสัยว่า แล้วผู้ที่นับถือศาสนาอื่นละจะเป็นอย่างไร สำหับผู้นับถือศาสนาพุทธขอบอกว่าเหมือนกันทั้งนั้น เพราะอะไรเพราะว่า ลองนึกดูว่า คนยุโรปกินขนมปัง คนอินเดียกินโรตี กับคนไทยกินข้าวความอิมจะเหมือนกันไหม แน่นอนว่าย่อมจะไม่แต่ต่างกันเลย  เราเปรียบเทียบได้ดังนี้แล้วก็รู้เลยว่าผลของความดีและความชั่วย่อมให้ผลกับทุกคนทุกเชื้อชาติ

 

ฉะนั้นแล้ว เราควรจะพยายามกระทำแต่ความดีให้มาก  อย่านึกว่าเราทำความไม่ดีแล้วจะไม่มีใครเห็น  บุคคลใดที่คิดอย่างนี้แสดงว่าเป็นบุคคลที่กำลังหลอกลวงตัวเองอยู่ แต่คิดว่าตัวเองหลอกผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว  ถีงแม้ว่าคนอื่นจะไม่เห็นกับตัวเราก็ตาม อย่างน้อยแล้วตัวเราเองก็เห็นตัวเองว่าตอนนี้เราทำดีหรือทำชั่วอยู่  ไม่ต้องให้คนอื่นมาดูตัวเราให้เราเฝ้าดูมันเอง  ดั่งคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่าให้มี หิริ  ความละอายแก่ใจ และโอตัปป   ความเกรงกลัวต่อบาปทุจริต  เมื่อเรามีธรรมสองข้อนี้อยู่ในใจแล้วความชั่วอกุศลต่าง ๆ จะไม่มีทางเกิดขึ้นกับจิตใจของเราโดยสิ้นเชิง


วัดสันติธรรม ต.ช้างเผือก อ.เมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๓๐๐
โทร. ๐๕๓-๒๒๑๗๙๒  ๐๘-๗๑๙๓-๓๑๖๙  ๐๘-๖๑๘๗-๓๙๔๒ และ ๐๘-๑๖๐๒-๗๕๐๐