ปัญหาผี  ปัญหาคน


ในยุคสมัยปัจจุบันผู้คนเริ่มให้ความสนใจกับเรื่องพิศวงและพยายามหาคำตอบ โดยนำหลักวิทยาศาสตร์เข้ามาพิสูจน์  แต่ยิ่งพยายามเท่าไหร่ก็ยังหาคำตอบไม่เจอ ตรงกันข้ามพระพุทธศาสนากับมีคำตอบให้คุณ ที่นี้  ตรงนี้ และเดี่ยวนี้

 

 

แต่งโดย

อาวุธปญฺโญ  ภิกขุ

aomam_hipo@hotmail.com



“ กลัวผีหรือเปล่า ” คำถามนี้หลายคนอาจจะตอบได้โดยทันที่เลยว่า “ กลัวสิใครไม่กลัวผีก็บ้าแล้ว ” ร้อยทั้งร้อยคนจะกลัวผีกัน  แม้กระทั้งไม่เคยเห็นสิ่งที่ผู้คนทั้งหลายให้สมญานามว่า “ ผี ” เลยแม้แต่ครั้งเดียวแต่ความกลัวก็ยังลอยนวลอยู่ในสามัญสำนึก  และปัจจุบันผีตัวนี้เข้าไปสิงสถิตอยู่ในหลายสิ่งของมนุษย์  เหมือนอย่างมีคนบอกว่าเห็นผีในโรงหนังก็กล่าวว่านั่นคือผีโรงหนัง  อีกคนหนึ่งอาจจะบอกว่าเห็นผีในโรงแรมก็ล่ำลือกันว่าผีโรงแรม  ทุกวันนี้ผีมีความเก่งกล้าสามารถมาก จนกระทั้งเข้าไปอยู่ใน ตะเกียบ, ถ้วย, มาม่า, ลูกบอล  เป็นต้น  และที่สำคัญผีตัวนี้สามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้  เช่น  หายตัวได้  เดินทะลุกำแพงได้  เหาะได้  ยิงประตูได้ และอ่านใจมนุษย์ออกได้  ซึ่งหลายคนเชื่อโดยสนิทใจโดยอ้างว่าพ่อแม่ปู่ย่าตายายบอกมาอย่างนั้น  แต่ข้าพเจ้ายังมีข้อกังขา คาใจอยู่ข้อที่ว่า  ผีสามารถอ่านใจมนุษย์ออกได้  ไม่ว่ามนุษย์จะคิดอะไรในใจผีก็รู้ได้เชียวหรือ!  แต่ทำไมมนุษย์ธรรมดาที่ยังไม่ตายถึงไม่มีความสามารถอย่างผีล่ะ เมื่อคนทีตายไปเป็นผีก็มาจากจิตดวงเดิมมิใช่หรือ

ข้าพเจ้าครุ่นคิดอยู่นานหรือจะมีเงื่อนที่เป็นไปได้ว่า  บุคคลที่ตายไปนั้นอาจจะเป็นคนที่เหนือธรรมดาก็ได้  อย่างผู้ที่ได้รับการฝึกฝนอบรมจิตใจมาก่อน  ทำให้จิตใจของท่านเหล่านั้นละเดียดจึงเป็นเหตุให้ทำอย่างนั้นได้ ในข้อนี้ข้าพเจ้าไม่เคลือบแคลงใจแม้แต่น้อยแต่ที่เคยได้ยินมาปรากฎว่าไม่มีบุคคลเหล่านี้อยู่ในเรื่องเหล่านั้นเลย  มีแต่ว่า ตาแช่มบ้าง  ยายศรีบ้าง  ป้าพรบ้าง  ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาทั้งนั้นแต่ถ้าเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดาจริง  ท่านก็คงจะได้คุณวิเศษระดับใดระดับหนึ่งอย่างแน่นอน  และตามหลังพระพุทธศาสนาเมื่อท่านเหล่านั้นได้ตายไป  จะต้องไปเกิดในสวรรค์หรือเข้าพระนิพพานแน่นอนจิตวิญญาณจะไม่อยู่ในโลกมนุษย์

เมื่อพิจารณาเห็นเป็นดังนี้แล้ว  แสดงว่าผีไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้  ถึงแม้ว่าผีจะไม่มีความสามารถในเรื่องนี้ก็ตาม  แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้ายอมสิโรราบว่า ผี สามารถทำได้จริงนั่นก็คือ  ทำให้คนกลัวมันได้  มีบางท่านที่เก่งกล้าสามารถผ่านด่านความกลัวผีไปได้  พูดกับข้าพเจ้าว่า  แท้ที่จริงแล้วคนเราไม่ได้กลัวผีหากแต่กลัวความมืด  คงจะจริงอย่างที่ท่านว่าเพราะเรามักจะเจอผีกันในความมืดเสียเป็นส่วนใหญ่ ที่ไหน  ห้องไหน  มุมไหน ที่สว่างผีก็จะไม่โผล่มาแล้วเราจะไม่กลัว   ถ้าท่านเคยดูหนังผีมาอย่างน้อยซักเรื่องหรือสองเรื่อง  สังเกตุดูเถิดว่าผีจะมาเฉพาะตอนกลางคืน  ถึงแม้จะเปิดไฟก็ตาม ถ้าผีจะออกมาซะอย่าง หลอดไฟซักร้อยปีไม่เคยดับจำเป็นจะต้องดับในวันนั้น  กล่าวคือถ้าไม่มีความมืดคนจะไม่กลัวต่อเมื่อมีความมืดคนจะกลัว

ข้าพเจ้าคิดไต่ตรองต่อไปอีกว่า ทำไม่คนถึงกลัวความมืด ก็ได้ข้อสรุปว่า เพราะมนุษย์ที่ยังมีความไม่รู้ คือ อวิชชา ครอบงำจิตใจอยู่ เป็นผู้ที่ประกอบไปด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  จึงทำให้เกิดความกลัว เหตุไฉนจึงกล่าวเช่นนั้นก็เพราะคนที่เกิดขึ้นมาถ้าตาไม่บอดคงจะมองเห็น รูปอาจจะเห็นรูปของผีในหนัง เมื่องมองเห็นรูปแล้วก็เกิดความรู้ความเข้าใจว่าสิ่งนั้นคนทั้งหลายให้สมมุติว่าผี ว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวเรียกว่า เวทนา เกิดเวทนาแล้วรู้แล้วว่าสิ่งนั้นคืออะไร สัญญา ก็ทำงานต่อคือจำสิ่งที่รู้ที่เห็นคือผีนั้นไว้ในใจ  พอจำไว้แล้วมันก็นำไปเข้าขบวนการปรุงการแต่ง คือแต่งว่าผีที่เป็นสิ่งน่ากลัวเมื่อเราเข้าไปในความมืดเราก็คิดว่า มันจะโผล่มาอย่านี้จะมาทำร้ายเรา จึงเรียกว่า สังขาร พอปรุงแต่งมาก ๆ ทำให้เกิดวิญญาณ คือความรู้ว่านี่คือผี และเกิดอุปาทานขึ้นมาเอาเองว่าผีจะมาหลอกเรา มาทำร้ายเรา และจะทำให้เราตาย

เหนือฟ้ายังมีฟ้า  เหนือกองขี้หมายังมีแมลงวัน เป็นสุภาษิตที่จะอธิบายว่าตามสัจจธรรมความเป็นจริง  มนุษย์ไม่ได้กลัวความสามารถที่ผีมี  หรือกลัวความมืดแต่อย่างใด หากแต่มนุษย์นั้นกลัว “ความตาย” มากกว่า เพราะส่วนลึกของมนุษย์ความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด ใครที่กล้าสามารถอวดอ้างว่า ไม่เคยกลัวอะไรในโลกนี้ แสดงว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่กล่าวโป้ปดมดเท็จโดยไม่รู้ตัว  เมื่อความตายใกล้จะปรากฏความจริงก็จะแสดงตนออกมาให้ผู้ที่มีปัญญาได้เห็น ว่าที่จริงแล้วความตายอยู่ในใจของทุกคน คนไม่ได้กลัวผีอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะถ้าคนไม่มี ผีก็ย่อมไม่มีเหมือนกัน ฉะนั้นคนจึงกลัวคน กลัวตัวเอง กลัวความตาย ที่กล่าวกันว่า ปัญหาผีนั้นที่แท้คือปัญหาของคนนี้เอง

ดั่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ มิได้หมายความว่า ข้าพเจ้าไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ และมิได้กล่าว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง  เพียงแต่ข้าพเจ้าพยายามแสดงให้เห็นว่าเราควรเชื่อสิ่งที่มีเหตุผล เมื่อมีเหตุมีผลที่สมควรเชื่อแล้วจึงเชื่อ ไม่ควรเชื่ออะไรที่เพียงแต่เล่าสืบกันมาเท่านั้น เหมือนอย่างเราเคยได้ยินคำสุภาษิตของคนโบราญที่ว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคล่ำ สิบมือคล่ำไม่เท่าทำเอง แม้พระพุทธองค์เองก็ทรงตรัสสั่งสอนพุทธบริษัทไว้ในกาลามสูตร ไม่ให้เชื่ออะไรโดยไม่มีเหตุผล ฉะนั้นแม้เราไม่สามารถจะตัดขาดจากเรื่องเหล่านี้ได้ เราก็ควรใช้ปัญญาเพื่อพิจารณาถึงเหตุของมัน เพราะสิ่งต่าง ๆ ย่อมมีเหตุของมันเสมอ เมื่อรู้จักเหตุของมันแล้วก็ให้รู้ว่า มันทำให้เราทุกข์ไหม ถ้ามันทำให้เราทุกข์ก็ถามตัวเองว่าเราอยากได้หรือเปล่า เมื่อไม่อยากได้จิตมันจะปล่อยของมันเอง ไม่ต้องไปบังคับมัน แล้วเราก็จะเป็นสุขไม่มีความทุกข์อย่างนี้แล

 

 


วัดสันติธรรม ต.ช้างเผือก อ.เมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๓๐๐
โทร. ๐๕๓-๒๒๑๗๙๒  ๐๘-๗๑๙๓-๓๑๖๙  ๐๘-๖๑๘๗-๓๙๔๒ และ ๐๘-๑๖๐๒-๗๕๐๐