ภูมิปัญญาไทยในสายตานักวิทยาศาสตร์ี
 
 

ตรัย เป๊กทอง
handmadebook@hotmail.com


"เราไม่ได้คุยนะครับว่าเราดีกว่า แต่เราคุยว่าเรามีความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษที่ประเพณีและวัฒนธรรมที่หลั่งไหลเข้ามาในโลกยุคโลกาภิวัตร อย่าทำตัวเป็นคนมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่เลยครับ “ภูมิปัญญาไทย” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษของเราสั่งสมมา ถือได้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยเก่าแบบโบราณที่เราประมาทไม่ได้ว่าล้าสมัย"


ขณะนี้เราหันไปใช้คำว่า “ภูมิปัญญาไทย” แทนคำว่า "ภูมิปัญญาชาวบ้าน" เพื่อประกาศความภาคภูมิใจในความเป็นไทย เพราะว่าสิ่งนี้มันเป็นสมบัติของคนไทยทุกคนที่บรรพบุรุษเราสั่งสมมา และมอบให้เราไว้โดยที่เราบางคนยังไม่ทันรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ

 
   
 
   
 
   
 
   
   
 

ถ้าจะให้ลองมองอย่างพินิจพิจารณาว่าสิ่งไหนเป็นภูมิปัญญาไทยบ้าง ก็จะพบว่ามันปรากฏตั้งแต่เกิดจนถึงตายเลยล่ะครับ พอ ๆ กับที่เราอ้างว่าอะไร ๆ ก็เป็นพืชสมุนไพรหมดตอนนี้ถ้าจะเลือกรับประทานอะไร ตามกระแสของการหันกลับมาสู่สิ่งดั้งเดิม และกระแสของโลกตะวันออกที่กำลังมาแรง

ภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นมาแท้ที่จริงก็เพื่อความอยู่รอดปลอดภัย อย่างหนึ่งก็มาจากสุภาษิตที่ว่า "ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ" กรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ก็เริ่มขึ้นตั้งแต่นั้นมาว่าจะทำอย่างไร จะกินอะไรถึงจะอยู่รอดปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ได้ผ่านกระบวนการการลองผิดลองถูกมานานนับพันปี สั่งสมและถ่ายทอดมาเรื่อย ๆ จากประวัติศาสตร์ ฉะนั้น การที่นักวิทยาศาสตร์อย่างผู้เขียนจะลองเอาวิทยาศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาอธิบายภูมิปัญญาไทย เรียกว่า ในสายตาของนักวิทยาศาสตร์จะมีความคิดเห็นเป็นเช่นไรก็ได้พบคำตอบว่า บางอย่างสามารถอธิบายได้อย่างแจ่มแจ้ง บางอย่างยังไม่เป็นที่แน่นอน และบางอย่างยังไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน

สำหรับบทความนี้ จะขอลองยกตัวอย่างเฉพาะเรื่องภูมิปัญญาไทยในสายตานักวิทยาศาสตร์ ที่พบในภาพยนตร์เรื่อง “๑๕ ค่ำเดือน ๑๑” ผลงานภาพยนตร์ไทยลำดับแรกของจีเอ็มเอ็ม พิคเจอร์สที่ร่วมกับ “หับโห้หิ้น ฟิล์ม” ซึ่งกำกับและเขียนบทโดยคุณจิระ มะลิกุล ออกฉายเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่ผ่านมาและได้รับรางวัลอย่างท่วมท้น ในงานการประกาศผลรางวัลเพื่อคนบันเทิงภาพยนตร์สุพรรณหงส์ครั้งที่ ๑๒ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ

 
 

ด้วยเหตุที่หนังเรื่องนี้ได้เสนอเรื่องภูมิปัญญาไทยให้ชาวโลกได้รู้จักมากมายเหลือเกิน และเป็นหนังที่มีพลังศรัทธาอย่างมหาศาลแฝงอยู่ในเนื้อเรื่อง ถ้าชาวต่างชาติถ้าได้ดูหนังเรื่องนี้ต้องทึ่งในภูมิปัญญาไทย และพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าโลกตะวันออกไม่ได้ด้อยไปกว่าโลกตะวันตกเลยแม้แต่นิดเดียว ในด้านวัฒนธรรมที่สั่งสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ผมว่าเป็นหนังไทยที่ดีและดัง แต่คิดว่ามีอีกมากมายหลายท่านรวมถึงเด็ก ๆ ที่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะตอบคำถามของผู้ใหญ่ว่าทำไมเป็นหวัดถึงกินน้ำซาวข้าวแล้วจะหายหวัด ดู ๆ มันไม่ค่อยเกี่ยวข้องกันเลยใช่ไหมครับ

ในน้ำซาวข้าวนั้นอุดมไปด้วยวิตามินบีรวม ไม่ว่าจะเป็นบีหนึ่ง บีสอง บีหก บีสิบสองและสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายนานับประการ วิตามินเหล่านี้แหละครับที่จะไปช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้หายจากหวัด สูตรอื่น ๆ ก็มีนะครับคือบางบ้านจะใส่เกลือลงไปด้วย คิดว่าคงจะช่วยในด้านรสชาติไม่ให้น้ำซาวข้าวจืดจนเกินไป และแน่นอนในเกลือมีโซเดียมที่เป็นแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน อาจทำให้หายหวัดได้เร็วขึ้น

 
 

แล้วเรื่องแปลก ๆ แต่ก็สามารถอธิบายได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ก็มีอยู่อย่างเช่น การแลบลิ้นเพื่อแก้เผ็ดเมื่อกินอาหารรสชาติเผ็ดครับ ที่ในหนังบอกว่า “วิธีแก้เผ็ดต้องก้มหน้าลงแล้วแลบลิ้นออกมาให้น้ำลายไหลยืดลงมาครบ ๓ หยด ถึงจะหายเผ็ดได้” เมื่อได้ลองกลับไปคิดทบทวนดูอีกครั้งผู้เขียนรู้สึกทึ่งในกุศโลบายนี้ของปู่ย่าตาทวดเรา ที่เห็นว่าใจของคนเราสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด จะร้อนจะหนาวก็อยู่ที่ใจ จะทุกข์จะสุขก็อยู่ที่ใจ แต่นี่… จะเผ็ดหรือไม่เผ็ดมันก็อยู่ที่ใจนั่นแหละครับ วิธีนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของใจโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว

 
 

เรื่องสมาธินี่ความจริงเป็นเรื่องของกายบำบัด และจิตบำบัดที่เราจริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องไปบำบัดโดยการทำโยคะ หรือการนั่งสมาธิแบบจริง ๆ จัง ๆ ในวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมเลย ถ้าเรามีสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่แข็งแรงสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว

 
 

ผู้เฒ่าผู้แก่ของเราสอนให้เรามีสมาธิอยู่แล้วไม่ว่าจะตอนทำไร่ไถนา เย็บปักถักร้อย ฟังเทศน์ฟังธรรม ความจริงแล้วสถานที่รวบรวมสมาธิที่ดีที่สุดของชุมชนคือวัด อย่าลืมนะครับว่าในอดีตบ้าน-วัด-โรงเรียนอยู่ใกล้กันจนเป็น ๓ องค์กรที่จะทำนุบำรุงพระศาสนาให้สืบไปจนเกิดคำว่า บวรศาสนา ขึ้นเพราะบวรมาจากอักษรย่อของบ้าน-วัด-โรงเรียนมารวมกัน (บ=บ้าน ว=วัด ร=โรงเรียน) เมื่อไปวัดต้องรักษาศีล เมื่อมีศีลมันก็มีสมาธิ เมื่อมีสมาธิ ปัญญามันก็เกิด ภูมิปัญญามันก็เกิดขึ้นตามมานั่นล่ะครับ

 
 

ภูมิปัญญาอื่น ๆ ของการแก้เผ็ดยังมีอีกครับคือ ให้อมเกลือครับ วิธีนี้เป็นการเบี่ยงเบนไปที่ประสาทสัมผัสการรับรสของลิ้นเรานะครับ ให้ไปแน่วแน่อยู่ที่ความเค็มมากกว่าความเผ็ด และแล้วการอมเกลือก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้หายเผ็ดได้ จะขออธิบายเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์สักนิดเรื่องของคำว่า “เผ็ด” แท้ที่จริงแล้วความเผ็ดไม่ใช่รสชาตินะครับ เพราะลิ้นเรารับรสได้แค่เพียงหวาน เปรี้ยว เค็มคำว่าเผ็ดนั่นแหละครับ และร่างกายก็จะแสดงปฏิกิริยาโดยขับน้ำลายออกมาเพื่อที่จะชะล้างเอาเจ้าสารนี้ออกไปจากปลายประสาทจะได้หายเผ็ด และเจ้าสารตัวนี้ยิ่งเจออุณหภูมิเย็นยิ่งจับปลายประสาทได้ดี เพราะฉะนั้นจะรู้สึกว่าเมื่อเผ็ดแล้วกินน้ำเย็น ความเย็นจะช่วยคลายความรู้สึกได้เพียงสักครู่เท่านั้นแล้วก็จะกลับมาเผ็ดใหม่

 
 

แล้วถ้าจะให้นักวิทยาศาสตร์ลองหาวิธีที่ใช้แก้เผ็ด นักวิทยาศาสตร์มีคำตอบครับ คือใช้นมร้อน ๆ แก้เผ็ดครับ อธิบายได้ว่าในนมมีโปรตีนเคซีนที่จะช่วยแย่งจับที่ปลายประสาท และจับได้ดีกว่าเจ้าสารแคปไซซินเสียอีก ยิ่งเป็นนมที่ร้อน ๆ เพราะจะช่วยให้มันทำงานได้ดี อ่านผลการวิจัยนี้แล้วก็อดขำไม่ได้ว่า คนเผ็ดคนไหนจะมีกะจิตกะใจกินนมร้อนตอนที่เผ็ด บางครั้งวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้แก้ปัญหาทุกปัญหาครับ คือคำพูดที่ผมจะยกมาบอกในฐานะที่ผมเองก็เป็นนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง

ในหนังมีอีกหลายเรื่องที่ผู้เขียนไม่สามารถให้วิทยาศาสตร์อธิบายได้ รวมถึงทฤษฎีการเกิดของบั้งไฟพญานาคที่เป็นเรื่องหลัก ๆ ของหนังด้วย ภูมิปัญญาไทยที่ล้ำลึกและไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์มีปรากฏมากมายหลายเรื่องในหนังเรื่องนี้ เรื่องศรัทธาเป็นเรื่องที่ละเอียดซับซ้อนครับ บางครั้งยากที่จะเอาวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ให้เห็นดำเห็นแดงกันในตอนนั้น เดี๋ยวนั้น อย่างเรื่องของบั้งไฟพญานาคที่เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าเป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติหรือว่าเป็นการสร้างโดยฝีมือของมนุษย์

 
 

ผู้เขียนคงจะขอออกความเห็นนิดหนึ่งในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักชลธีวิทยา (limnologist) ซึ่งหมายความถึงนักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ลำธาร ฯลฯ แต่ไม่รวมทะเลนะครับเพราะผู้เขียนเป็นนักชลธีวิทยาน้ำจืด (freshwater limnologist) เรื่องทางน้ำถ้าจะบอกว่าเชี่ยวชาญกว่าเรื่องบนบกและป่าเขาก็เห็นจะได้ ถ้ามีใครสักคนหนึ่งเอาเงินมาให้หลายสิบล้านเพื่อทำบั้งไฟพญานาคขึ้นมา ก็ขอตอบตามตรงครับว่าไม่สามารถทำให้ได้ไม่ว่าจะใช้วิชาเคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยาที่ร่ำเรียนมา ความรู้ที่มีอยู่ในสมองอันน้อยนิดก็ไม่อาจหาวิธีการอันใดที่จะทำให้เปลวไฟพุ่งจากน้ำขึ้นมา

ภูมิปัญญาหรือความรู้บางอย่างสั่งสมมานับพัน ๆ ปีจนกลายมาเป็น “ศาสตร์” อย่างวิชาโหราศาสตร์ครับ น่าแปลกไหมครับที่นักวิทยาศาสตร์อย่างผู้เขียนจะสนใจโหราศาสตร์อย่างจริง ๆ จัง ๆ วิชาการของโหราศาสตร์ที่โบราณาจารย์ท่านได้คิดค้นขึ้นมา โดยอาศัยดวงดาวจากฟากฟ้า ที่เฝ้ามองดูชีวิตแต่ละชีวิตดำเนินไปในวิถีต่าง ๆ มานานแสนนานนับพัน ๆ ปี จนในที่สุดท่านก็สามารถที่จะจำแนกได้ว่า กรรมของแต่ละคนนั้นมีอยู่อย่างไรและนำเข้ามาอยู่ในกรอบที่สามารถจะนำมาตรวจดูได้อย่างไร คำถามคือถ้าจะศึกษาโหราศาสตร์ตามแนวทางของวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร

ความเชื่อกับความงมงายนี่แยกให้ถูกนะครับเพราะว่ามันคนละเรื่องกันเลยทีเดียว และถ้าจะหาว่านักวิทยาศาสตร์อย่างผู้เขียนงมงาย ถ้าอย่างนั้นขอให้ช่วยอธิบายเรื่องงมงายที่เกิดขึ้นมากว่าสามพันปี ก่อนที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะประสูติเสียอีก ที่พราหมณ์โกณฑัญญะพยากรณ์ว่า เจ้าชายสิทธัตถะที่ได้ประสูติมานั้นจะทรงตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอน คำถามก็คือว่า “เขารู้ได้อย่างไร? และเอาศาสตร์อะไรมาตรวจสอบถ้ามิใช่โหราศาสตร์” วิชาโหราศาสตร์นี้จึงได้รับเกียรติสูงที่สุดนับร้อยนับพันปีมาแล้วครับ สมัยก่อนผู้ที่เป็นโหรนั้นสามารถที่จะดำรงตำแหน่งขุนนางใหญ่ได้อย่างภาคภูมิทีเดียวครับ โหราศาสตร์จึงถือว่าเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทย เป็นผลงานภูมิปัญญาไทยชั้นเยี่ยมเลยทีเดียวที่ควรอนุรักษ์มันไว้ให้คงอยู่สืบไปชั่วลูกชั่วหลาน

 
 

มีภูมิปัญญาไทยหลายร้อยหลายพันอย่างครับในปัจจุบันนี้ที่กำลังสูญหายไป จากหมอเมืองที่พากันล้มหายตายจากไป ก็จะเหลือเพียงลูกหลานที่ต้องคอยสืบสานมันไว้ไม่ให้สูญหายไป

เหตุผลที่คนส่วนใหญ่และนักวิทยาศาสตร์บางท่านแย้งว่า บั้งไฟพญานาคเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นมา ก็เพราะว่า ถ้ามันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติจริง ต้องทำนายไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นวันไหน เวลาใด หรือเกิดขึ้นเป็นประจำเหมือนเดิมทุก ๆ ปี ตรงนี้ผู้เขียนขอแย้งอย่างหัวชนเสาเลยครับว่าเหตุการณ์ทางธรรมชาติบางอย่างเกิดขึ้นเป็นรอบ ๆ ตรงกันทุกปีก็มี หลาย ๆ ปีก็มี คาดเดาและทำนายเวลาเกิดได้อย่างแม่นยำก็มี ก็อย่างเช่น การมาเยือนของดาวหางที่ชื่อฮัลเลย์นั่นไง คนที่ค้นพบรอบการมาเยือนนี้ก็ชื่อเดียวกันกับดาวหางนั่นแหละครับคือ Edmund Halley นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ

จริง ๆ แล้วฮัลเลย์มีความเป็นนักประวัติศาสตร์ประสมกับนักดาราศาสตร์นะ เขาเฝ้าสังเกตดูหมู่ดวงดารา และเทหวัตถุที่ล่องลอยอยู่บนฟากฟ้ามานาน รวมถึงสนใจดาวกลุ่มหนึ่งบนฟากฟ้าที่มีหางซึ่งเรียกว่า ดาวหาง (comets) เป็นพิเศษ เพราะไม่ได้มาให้เห็นกันอย่างเป็นปรกติเหมือนกับดาวนพเคราะห์โดยทั่วไป (จริง ๆ ดาวหางไม่ใช่ดาวแต่เป็นก้อนน้ำแข็ง ฝุ่นและก๊าซต่าง ๆ ปกติจะมองไม่เห็นหางที่เป็นเศษฝุ่นยกเว้นเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์เท่านั้น)

เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ชาติบ้านเมืองย้อนกลับไปก็พบว่าในทุก ๆ ๗๖ ปีจะมีดาวหางมาเยือนโลกเราย้อนไปหลายร้อยปีเท่าที่จะมีคนจดบันทึกเอาไว้ เมื่อเขาค้นพบความลับนี้ ก็ทำนายเอาไว้ว่าปีไหนที่จะเป็นปีที่ครบ ๗๖ ปีนั้นและถึงเวลาที่ดาวหางจะกลับมาเยือนในปีค.ศ. ๑๗๐๕ เขาประกาศคำทำนายเอาไว้ว่าปี ค.ศ. ๑๗๕๘ จะมีดาวหางมาเยือนโลกเราอีกครั้งหนึ่ง (ทำนายเอาไว้ล่วงหน้าถึง ๕๓ ปี) และท่านก็เสียชีวิตไปก่อนที่จะได้พิสูจน์คำทำนายของตน แต่เมื่อเวลาได้ผ่านไปและก็เป็นไปตามคำทำนายคือดาวหางดวงนั้นกลับมาเยือนตามคำทำนายของท่าน ตรงนี้ไม่ใช่เวทย์มนต์และศาสตร์แห่งการทำนายเลยนะครับ แต่เป็นวิชาสถิติเบื้องต้นและอาศัยวิทยาศาสตร์คือการสังเกตเท่านั้นเอง ชื่อของดาวหางดวงนั้นเลยตั้งให้เป็นเกียรติแก่เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์นักวิทยาศาสตร์ช่างสังเกต สำหรับรอบต่อไปของการมาเยือนของดาวหางฮัลเล่ย์คือปี ค.ศ. ๒๐๖๑ (จะรอไหวหรือเปล่าครับ)




 
 

แล้วปรากฏการณ์อย่างจันทรุปราคา สุริยุปราคาที่เมื่อก่อนนั้นบอกว่าอิทธิฤทธิ์ของราหูมาอมดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์เอาไว้ล่ะ ตอนนี้เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์คำนวณได้ล่วงหน้าเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ปีทั้งหมดแล้วว่าคราวต่อไปมันจะเกิดที่วันไหน เวลาใด ประเทศใดบนโลกจะมีโอกาสชื่นชมความงามนี้ได้บ้าง ละเอียดไปถึงคราสจะเข้าเป็นเวลากี่นาทีกี่วินาที แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเราอธิบายธรรมชาติได้หรือไม่ได้

คำถามเกิดขึ้นตามมาจากตัวอย่างที่ยกมาให้ท่านโต้แย้งเพียงแต่ว่า แล้วเหตุการณ์บั้งไฟพญานาคล่ะ ทำไมต้องเป็น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ใครจะพอให้เหตุผลที่ชัดเจนได้ไหมครับ และทำไม ๑๕ ค่ำเดือนอื่น ๆ ถึงไม่มีปรากฏการณ์นี้ อันนี้เป็นโจทย์ที่น่าคิดและหาเหตุผลมาอธิบาย รวมทั้งทำไมมันเจาะจงเกิดขึ้นที่ลำน้ำโขงบริเวณนั้นเพียงที่เดียว แม่น้ำเจ้าพระยาไม่มีบ้างหรือ หรือว่าที่อื่น ๆ ของโลกเราไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นบ้างเลยหรือ

ความจริงเรื่องบั้งไฟพญานาคเป็นเรื่องที่อธิบายได้นะผมว่า (ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน) เพียงแต่ว่ายังไม่มีใครเข้าใจมันอย่างถ่องแท้เท่านั้นเองว่ามันมีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่ หรือนักวิทยาศาสตร์ท่านใดได้คำตอบชัดเจนแล้ววานบอกด้วยครับ แล้วถ้าเป็นเช่นนี้คือเมื่อวิทยาศาสตร์ได้ให้คำตอบแล้ว “๑๕ ค่ำเดือน ๑๑” ปีหน้าก็จะไม่มีใครแห่กันไปดูบั้งไฟพญานาคอีกละสิ เพราะจะมีเช่นนี้เป็นประจำทุก ๆ ปีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติธรรมดา ผมว่าคงไม่เป็นเช่นนั้นแน่เลยครับ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ผมก็ขอทำนายครับว่าปีหน้าคนไปชมบั้งไฟจะเยอะกว่าปีนี้เสียอีก ความจริงเรื่องราวบางอย่างที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้น ปล่อยให้มันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ลี้ลับต่อไป อย่างนี้มันก็คงดีแล้วมั้งครับ

 
 

กลับมาพูดเรื่องภูมิปัญญาไทยดีกว่าตามหัวเรื่องที่แจ้งไว้กับผู้อ่านที่อยากรู้เรื่องนี้มากกว่าที่อยากจะรู้ว่าบั้งไฟพญานาคว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะมีผลอะไรถ้ารู้แล้ว การรู้จักสังเกตเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ข้อแรกครับที่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนต้องหัดเป็นคนช่างสังเกต ช่างสงสัย อย่างฮัลเลย์ที่ค้นพบรอบการมาเยือนของดาวหางฮัลเล่ย์ก็เพราะเขาเป็นคนช่างสังเกต ภูมิปัญญาไทยหลาย ๆ เรื่องก็เช่นเดียวกันที่มาจากการช่างสังเกตซึ่งเป็นหลักวิทยาศาสตร์นั่นเอง เช่น คนโบราณสังเกตว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นมดขนไข่ขึ้นสู่ที่สูง ๆ เมื่อไหร่แปลว่าฝนจะตก หรือว่าจะเกิดน้ำท่วม และเมื่อไหร่ก็ตามที่สังเกตเห็นมดขนไข่ขึ้นก็นำมาใช้ทำนายได้เสมอว่าฝนจะตก แต่สาเหตุว่าทำไมมดถึงรู้คงต้องไปถามมดเอาเองนะครับว่าพวกมันมีความสามารถใด

มีภูมิปัญญาไทยอีกหลายเรื่องครับที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อย่างพวกมดรวมถึงในหนังเรื่อง “๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑” เรื่องนี้ด้วย ที่มีตอนหนึ่งที่ใช้ช้อนสแตนเลสเสียบลงไปในโหลแก้วที่ใส่น้ำตาลที่มีพวกมดมายุ่มย่ามอยู่ด้วย ชั่วเวลาเคี้ยวหมากแหลกเท่านั้นมดก็กรูกันออกมาจากโหลแก้ว ในหนังนักแสดงพูดให้เหตุผลว่า พวกมดมันกลัวสแตนเลส ภูมิปัญญานี้ได้มาจากการสังเกตเองนะครับว่า ๒ สิ่งนี้ไม่ถูกกัน “มดกับสแตนเลส” แต่จะด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่มีใครรู้ นักวิทยาศาสตร์อย่างผมเองก็ยังไม่สามารถจะอธิบายให้ชัดเจนได้ ยังมีเรื่อง ๒ สิ่งที่ไม่ถูกกันอีกหลายอย่างเช่นเขารู้ต่อ ๆ กันมาว่าลิงเกลียดกะปิ (ผมไม่เคยพิสูจน์ด้วยตัวเองนะว่าความจริงเป็นเช่นนี้หรือเปล่า) งูกลัวมะนาว (เวลาเข้าป่ารกชัฎผู้เฒ่าผู้แก่ถึงบอกว่าให้หามะนาวลูกสองลูกใส่กระเป๋ากางเกงไปด้วยงูจะได้ไม่กัด ผมว่ามีบางคนรู้และเชื่อตามนี้นะ)

สองสิ่งที่เข้าได้ก็มีนะอย่างที่คนโบราณเข้ารู้กันมาว่า “ถั่วกับงา” ต้องกินคู่กัน เวลาทำขนมอะไรเมื่อมีถั่วก็ต้องมีงาด้วยเสมอ ๆ เพราะอะไรสมัยนั้นยังไม่มีใครอธิบายหรือพยายามอธิบายแต่นักวิทยาศาสตร์อธิบายไว้ว่าในถั่วกับงามีกรดอะมิโน (amino acid) ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายคนละชนิดกัน และก็เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายเสียด้วยสิ (คือร่างกายคนเราสังเคราะห์เองไม่ได้ต้องกินเอาอาหารที่มีเข้าไป) ถ้ากินถั่วอย่างเดียวเราก็ได้รับโปรตีนไม่ครบ ถ้ากินแต่งาอย่างเดียวก็ไม่ครบ ถั่วกับงาจึงต้องกินคู่กันให้สมดุลกันไป

ผมทึ่งในภูมิปัญญาไทยนะว่ามันมีหลักการ มีเหตุผล และไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญเลย มันมีที่มาที่ไปเสมอ คนโบราณนี่เก่งนะครับ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้จักคำว่าโปรตีน (protein) หรือกรดอะมิโนเลยด้วยซ้ำ ยังมีตัวอย่างอีกเยอะเรื่องภูมิปัญญาไทยที่ได้มาจากการสังเกตของปู่ย่าตาทวดที่จะเชื่อหรือว่าไม่เชื่อก็อย่าได้ลบหลู่ไปเชียวครับ

 
 

ปัจจุบัน ประเทศที่มีภูมิปัญญาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ ต่างเป็นที่อิจฉาริษยาของประเทศร่ำรวยด้วยเทคโนโลยีอย่างชนิดที่ว่าแทบจะพลิกฝั่งตะวันตกมาอยู่แถบตะวันออกเสียเลย จะเห็นได้ง่าย ๆ จากปัจจุบันนี้ที่มีร้านนวดฝ่าเท้าเพิ่มมากขึ้นตามสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาก ๆ สถานที่ฝึกโยคะ ร้านขายเครื่องหอมที่ใช้ในเรื่องการบำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) สมุนไพรไทย (herb) นี่ยังไม่รวมการฝังเข็ม (acupuncture) การนั่งสมาธิ (meditation) โหราศาสตร์ (astrology) ฮวงจุ้ยศาสตร์แห่งการจัดวางและผังเมือง (installation and mapping) และอื่น ๆ อีกมากมายนะครับที่บ้านเรามีแต่บ้านเขาไม่มี เขาถึงได้มาแสวงหาเอาจากบ้านของเรา

ประเทศใหญ่ ๆ แถบตะวันตก อิจฉาเราอยู่ลึก ๆ ที่เรามีศิลปวัฒนธรรมที่ล้ำค่า อาหารไทยเป็นที่ร่ำลือในตลาดโลกตอนนี้ไม่ใช่แค่เพียงต้มยำกุ้งเท่านั้นที่ชาวต่างชาติรู้จัก ยังมีแกงเขียวหวาน ผัดไทย แกงเลียง แกงโฮะ แกงฮังเลย์ แกงแค น้ำพริกปลาทู ลองคำนึงถึงส่วนประกอบของอาหารเหล่านี้ดูจะพบว่าพืชที่นำมาปรุงล้วนเป็นสมุนไพร เป็นยาอยู่แล้ว มองในระยะยาว ๆ ว่าเรากินยาอยู่ทุกวันอยู่แล้ว เราเลยไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยครั้งเท่าไหร่ เปรียบเทียบกับชาวตะวันตกที่บริโภคแต่เนื้อแป้ง และไขมัน อาหารจานด่วนที่เข้ามาแทรกแซงวัฒนธรรมการกินของเรานั้นนั่นเอง

 
 
เราไม่ได้คุยนะครับว่าเราดีกว่า แต่เราคุยว่าเรามีความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษที่สั่งสอนสิ่งที่สั่งสมมาให้ และพร้อมที่จะเผยแพร่ไปให้ชาวโลกได้รู้เรื่องนี้ เป็นของดีที่มีเหตุ มีผล มีที่มาที่ไปตามหลักการของวิทยาศาสตร์ อย่าทำตัวเป็นคนใกล้เกลือแล้วกินด่าง ทุกวันนี้เราต้องคอยไปตามเทคโนโลยีตะวันตกที่ต้องใช้ทรัพยากรแลกซื้อเป็นจำนวนมาก ทั้งเทคโนโลยี ประเพณีและวัฒนธรรมที่หลั่งไหลเข้ามาในโลกยุคโลกาภิวัตร อย่าทำตัวเป็นคนมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่เลยครับ “ภูมิปัญญาไทย” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษของเราสั่งสมมา ถือได้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยเก่าแบบโบราณที่เราประมาทไม่ได้ว่าล้าสมัย เราสามารถปรับมาใช้ในยุคปัจจุบันได้ เป็นสิ่งที่แม้มีเงินมากแค่ไหนก็ซื้อหามาไว้ไม่ได้ ตรงกันข้ามกับเทคโนโลยีที่ซื้อหามาได้ ยังจำได้ไหมครับว่าภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นมานี้เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยอย่างยั่งยืนและยาวนาน ในสายตาของนักวิทยาศาสตร์อย่างผู้เขียน ถึงเวลาแล้วที่เราจะรื้อฟื้นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้มาปรับใช้ในโลกยุคนี้ เพื่อความอยู่รอดและปลอดภัย




ผู้เขียนปรับปรุงจาก “๑๕ ค่ำเดือน ๑๑: ภูมิปัญญาไทย” ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ ๒๘ ต.ค. – ๓ พ.ย. ๒๕๔๕ ปีที่ ๒๓ ฉบับที่ ๑๑๕๘


 
   
 
 
               
               
 
 
วัดสันติธรรม ต.ช้างเผือก อ.เมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๓๐๐
โทร. ๐๕๓-๒๒๑๗๙๒  ๐๘-๗๑๙๓-๓๑๖๙  ๐๘-๖๑๘๗-๓๙๔๒ และ ๐๘-๑๖๐๒-๗๕๐๐