ปรีดาของชีวิต?
เคยถามตัวเองหรือไม่ ว่า... ปรีดาของชีวิตเราคืออะไร?
ลมหายใจเข้าออกของเรา ชีวิตมีอยู่ เป็นไปเพื่อสิ่งใด...
|
|
|
|
แต่งโดย
อะมะตะ ภิกขุ
phramahaamorntep@gmail.com
ภาพประกอบจาก Internet
|
ความยินดีคือปรีดา เรามักจะใช้คำนี้คู่กันเสมอว่า ยินดีปรีดา เมื่อวันหนึ่งเราต้องถามตัวเองว่า อะไรคือ ปรีดาของชีวิต อะไรเป็นสิ่งที่เรายินดีในชีวิตนี้ ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ส่วนมากคงจะมีคำตอบในใจของตนเองอยู่แล้ว บางคนก็คงกำลังค้นหาอยู่ว่าอะไรหนอ คือ ปรีดาของชีวิต แต่สำหรับบางคนนั้นอาจไม่เคยถามตัวเองเลยก็ได้
|
|
ลมหายใจคือสิ่งที่เป็นเครื่องหมายของชีวิต ตราบใดที่ลมหายใจเข้าแล้วยังออกได้ และลมหายใจออกแล้วยังเข้าได้ ตราบนั้นชีวิตก็ยังคงดำเนินต่อไป ยังลืมตาขึ้นมาเห็นโลกประจำวัน พบเจอหน้าคนเดิม ๆ หรือคนแปลกหน้าได้ ยังทำงานทั้งที่เราอยากทำและงานที่เราต้องทำ พูดคุยสนทนากับคนที่เราอยากคุยและคนที่เราต้องคุย ยังกิน ดื่ม ทำ พูด คิด ในสิ่งต่าง ๆ ได้อยู่เป็นปกติ
แต่เราควรคำนึงไว้เสมอว่า ในที่สุดแล้วลมหายใจเข้าและออกนั้น จะต้องหยุดลง สิ่งต่าง ๆ ทุกอย่างจะยังคงเป็นไปตามครรลองของเขา แต่เราจะจากสิ่งเหล่านั้นไปอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อถึงวันนั้น บางคนอาจสุขใจที่ได้ทำบางสิ่งที่ตนพอใจแล้วในชีวิตนี้ แต่บางคนยังเหลืออีกหลายสิ่งที่ยังคั่งค้าง แต่เวลาได้หยุดลงเสียแล้ว
|
เราจึงต้องถามตัวเองแล้วว่าเราจะเป็นคนแบบใด ถ้าหากถามคนร้อยคนว่าอะไรคือ ปรีดาของชีวิต เราอาจได้รับคำตอบที่แตกต่างกันร้อยคำตอบ ขึ้นอยู่กับว่าเป้าหมายของคนเหล่านั้นคืออะไร เช่น นักธุรกิจ อาจตอบว่า ความร่ำรวยเป็นปรีดาของชีวิต นักศึกษา อาจตอบว่า ปริญญา ข้าราชการก็คงจะตอบว่า การได้อยู่ในตำแหนงที่สูงสุดนั้นเป็นปรีดาของชีวิต แต่สำหรับนักบวชคนหนึ่งอย่างข้าพเจ้า การที่เราสามารถกราบตัวเองได้อย่างสนิทใจนั่นเป็นปรีดาในชีวิต เมื่อใดที่เรา สามารถกราบตนเองได้อย่างสนิทใจว่า เราปฏิบัติดีพอแล้ว เราปฏิบัติชอบแล้ว สิ่งที่ควรทำเราได้ทำแล้ว สิ่งที่ควรละเราได้ละแล้ว สิ่งที่ควรเจริญเราได้เจริญแล้ว นั่นแล คือความยินดีเป็นอย่างยิ่งในชีวิตของนักบวช แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่อยู่ไกลจากปัจจุบันยิ่งนัก สำหรับปัจจุบัน การได้ทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ได้เรียนรู้ว่าทำอย่างไร จึงจะทำให้ผิดพลาดน้อยที่สุด ทำอย่างไรจะเกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นมากที่สุด นี้เป็นปรีดาในชีวิตแล้ว และการที่ข้าพเจ้ารู้ว่า ยังมีลมหายใจอยู่ นาฬิกาแห่งชีวิตยังไม่หยุดเดิน นี่คือปรีดาของปัจจุบันขณะ
|
ท่านทั้งหลายเวลาแห่งชีวิตนั้นสั้นยิ่งนัก เพียงแค่ลมเข้าลมออก ดังพระนิพนธ์ของสมเด็นพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกชื่อ ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก คำว่าชีวิตนี้น้อยนักนั้นก็เพราะไม่ถึงร้อยปีเราก็จักตายจากโลกนี้ไปแล้ว คำว่าชีวิตนี้สำคัญนักนั้นหมายความว่าชีวิตปัจจุบันนี้เท่านั้นเป็นสิ่งกำหนดอดีตและอนาคต เป็นสิ่งกำหนดชาติ ภพ หากปัจจุบันขณะของเราเศร้าหมอง อนาคตของเราก็เศร้าหมอง หากปัจจุบันขณะของเราผ่องใส อนาคตของเราก็ผ่องใส อนาคตจะทุกข์ยากหรือสุขสบาย ชีวิตปัจจุบันเป็นสิ่งกำหนด อดีตของเราจะดีหรือเลวก็ปัจจุบันเป็นสิ่งกำหนด การกระทำของเราในปัจจุบันเป็นสิ่งกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง
ข้าพเจ้า อยากจะบอกว่า บุญและกุศลนั้นเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายพึงปรีดา บุญคือความเต็มอิ่มของใจ คือความสุขของใจ กุศลคือความฉลาดของใจ ทำไม? สองสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่เราควรปรีดา เพราะเวลาที่ชีวิตยังเป็นไปนั้นกายกับใจอาศัยซึ่งกันและกันอยู่
|
|
|
|
ทุกอย่างในชีวิตมีใจเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาทั้งสิ้น ครั้งถึงเวลาที่กายกับใจต้องแยกจากกันไป กายก็จะสลายไปสู่ธรรมชาติตามเดิม แต่ใจที่มีเชื้ออยู่กลับท่องเที่ยวไปในภพต่าง ๆ ไม่หยุดยั้ง คุณสมบัติใด ๆ ที่ใจสั่งสมไว้ก็จะช่วยใจนั้นมีความสุขและเที่ยวไปในภพที่เป็นสุขได้ นั้นก็คือความสุขและความฉลาดนั้นเป็นคุณสมบัติที่จะนำใจให้ไปสู่สุขคติภพได้ ดังนั้นจึงกล่าวว่าควรปรีดากับบุญและกุศล คือความสุขและความฉลาด ด้วยการประกอบความดี จาก ทาน ศีล และภาวนา เมื่อตัวบุคคลประกอบด้วยความสุขและความฉลาด สังคม ประเทศ และโลกก็จะประกอบด้วยความสุขและความฉลาดไปด้วย
ในที่สุด ขอฝากปัจฉิมพุทธโอวาทว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อม ความสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลาย จงบำเพ็ญไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด" นั่นก็คือ พระพุทธองค์ทรงยกความไม่ประมาทเป็นปรีดาของชีวิต เมื่อไม่ประมาทก็จะสั่งสมสุขและความฉลาดไว้ที่ใจให้มาก ไม่ประมาท ก็คือมีสติเป็นธรรมคุ้มครองใจ ก็จะไม่หลงลืม ไม่มัวเมา ไม่มือมิด ใจก็จะสะอาด สว่าง สงบ ได้เสมอไป เมื่อมีสติ สิ่งใด ๆ ก็ตามที่เราตั้งใจว่าเป็นสิ่งที่อยากทำ ก็คงจะสำเร็จลงได้ด้วยดี
ดังนั้น จึงขอสรุปลงไว้ในที่นี้ว่า สติ และ ไม่ประมาทนั้นแล คือปรีดาของชีวิต. |
|