| |
|
|
| |
ปุจฉา-วิสัชนาธรรม กับหลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ
วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก) จ.หนองคาย
|
|
| |
จาก หนังสือประวัติพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
ปุจฉา: ในขณะที่พิจารณาลมอยู่นั้น เราก็เห็นว่าอันนี้มันเป็นลม เป็นธาตุขันธ์ ซึ่งมันก็ลงไตรลักษณ์ มันเทียบเป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วก็พิจารณากายมันเป็นดิน ดินเป็นธาตุ มันไม่หนีธาตุ ๔ ไปได้ ค่อย ๆ พิจารณาไป แต่บางครั้งจิตก็อดแวะโน่นดูนี่นอกเรื่องไปไม่ได้ พิจารณาอย่างไรก็ไม่เข้าถึงฐีติจิตสักที จะทำอย่างไรคะ
วิสัชนา: เดี๋ยวก่อน รู้สึกจะสับสนกันแล้วเรื่อง ฐีติจิต ฟังก่อน จะอธิบายให้ฟัง... การปฏิบัติของแต่ละคนแต่ละท่านที่จะเข้าถึง ฐีติจิต คือจิตดั้งเดิม นั้นเหมือนกันก็มี ไม่เหมือนกันก็มี เพราะเหตุใด... เพราะเป็นไปตามบุพพวาสนาของใครของมัน มันเป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านเป็นได้ แต่พระสาวกองค์อื่น บางองค์ก็ไม่ลงถึงฐีติจิต ฐีติจิตนี้คือเป็นแต่ว่าจิตเข้าไปพักอยู่ พ้นวิปัสสนาไปแล้ว รู้เหตุรู้ปัจจัยไม่ได้ ทีนี้ถ้าเราต้องการค้นให้รู้ชัดเห็นจริงฝ่ายธาตุ ฝ่ายขันธ์ จะอยู่ขั้นฐีติจิตไม่ได้ ต้องอยู่แค่ระดับอุปจาระ... ฝ่ายเหตุ ฝ่ายปัจจัย ฝ่ายขันธ์ เห็นรูปธรรม นามธรรมเหมือนพระพุทธเจ้าที่อยู่ในขั้นอุปจาระ รู้ได้ก็เพราะอาศัยปัญญานี้ ให้บริสุทธิ์ มันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นพระสาวกบางองค์ท่านพิจารณาด้วยจิต ท่านลงถึงฐีติจิต ลงพักอยู่ แล้วถอนจากฐีติจิตขึ้นมา ท่านถึงมาพิจารณาที่ผ่านไป สงบไป ในชั้นในภูมิของอุปจารสมาธิ พิจารณาไปเองเลย การรู้วิชาการต่างๆ ความรู้จริงเห็นจริงอยู่ในขั้นอุปจาระ แต่เราจะรู้ว่าฐีติจิตได้ต้องรู้ถึงจิตดั้งเดิมในภูมิธรรมดา
ทีนี้ยกตัวอย่าง อย่างพระอริยสาวกนั่งฟังเทศน์ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาอยู่ สาวกเหล่านั้นตั้งจิตตั้งสติสงบพอดี ๆ อยู่ในอุปจาระ ท่านเทศน์อย่างไรก็รู้เรื่อง จิตของสาวกเหมือนน้ำไหลไปได้ เพราะละเอียดแล้ว ฐีติจิตนั้นละเอียดอยู่แล้ว การพิจารณาต้องอยู่ในขั้นอุปจาระพอดีๆ ด้วยความมีสติปัญญา กำหนดฟังพระธรรมเทสนาจึงจะเข้าใจได้ อย่างเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์ เทศน์พร้อมถามพร้อม พระปัญจวัคคีย์ก็ตอบเห็นพร้อม ถ้าจิตลงถึงฐีติจิตแล้วก็อย่าเลย ไม่มีทางพิจารณาหรอก เพราะฉะนั้นท่านพวกปฏิบัติทั้งหลาย เมื่อเราภาวนาไปปฏิบัติไป ถ้าจิตของเราไม่ลงถึงฐีติจิต อย่าเพิ่งลงความเห็นว่าเราภาวนาไม่เป็น อย่างเพิ่งน้อยเนื้อต่ำใจ ถ้าเป็นผู้น้อยเนื้อต่ำใจก็เป็นผู้หลง หลงแล้วน้อยเนื้อต่ำใจทำให้เกิดทุกข์
พระพุทธเจ้าท่านขาดไปจากอาสวกิเลสได้ ถึงอาสวักขยญาณในภูมิอุปจาระนี้ ถอนจากฐีติจิต ทุกอย่างท่านได้จากฌานนี้ รู้อยู่ในภูมิอุปจาระนี้ รู้ตัวเหตุ ตัวปัจจัย ก็รู้อยู่นี่ รู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็รู้อยู่ในภูมินี้ นิมิตต่างๆ ก็รู้อยู่ในนี้ ทั้งความดี ความหลง ความรู้แจ้งอยู่ในขั้นนี้ ฉะนั้นท่านจึงให้ตั้งอิทธิบาท ๔ ไว้นี้มันสำคัญ ต้องเข้าใจระหว่างพิจารณา ไม่ได้อาศัยฐีติจิตเลย ถ้าจิตลงถึงฐีติจิตพิจารณาไม่ได้ เราจะพิจารณาได้แต่ตอนอยู่ในขั้นอุปจาระเท่านั้น ซึ่งก็เป็นได้ เมื่อถอนจากฐีติจิตมาอยู่อุปจาระ
|
|
|
|
| |
|
| |
|
| |
|
| |
|
| |
|
| |
|
| |
|
| |
|
| |
ปุจฉา: การพิจารณาจะรู้อะไรอย่างนี้ ไม่จำเป็นต้องรู้เฉพาะตอนถอนออกจากฐีติจิตก่อน แล้วขึ้นมาอยู่อุปจาระ ถึงแม้จะยังไม่ถึงฐีติจิต แต่สงบอยู่เพียงขั้นอุปจาระ ก็รู้ได้เหมือนกันใช่ไหมค่ะ
วิสัชนา: ได้ อุปจาระนี้มี ๒ ตอน ๒ ระยะ ระยะหนึ่งก่อนจิตรวมลงถึงฐีติจิต อีกระยะหนึ่งรวมถึงฐีติจิตแล้วถอนขึ้นมา... มันเป็นขั้นสำคัญออกรู้เรื่องราวต่างๆ มากเรื่อง ความรู้วิชาต่างๆ ก็ได้มาตอนนี้ แต่รู้แล้วหลงหรือไม่หลงนี่... มันสำคัญตรงนี้ ใครจะเข้ามาแบบไหน เราจับจุดอะไร อารมณ์ไหนก็ตาม โดยมากคนได้นิมิตก็มักเชื่อไปหมด วางใจ พิจารณาสวรรค์ เห็นนรกปรากฏ เห็นในนิมิตรนรกก็พิจารณานรก มันเป็นยังงั้น ฟังสัจจธรรม กำลังพิจารณาทุกข์ ใจสลดสังเวช
พระพุทธเจ้าท่านพิจารณาทุกข์ เรื่องทุกข์ในอดีต คือเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงเป็นเหตุให้พระหฤทัยในใจสลดว่าเหมือนพระองค์เห็นนรกที่ลุยนรกมาแล้วน้ำพระเนตรของพระองค์ไหลลงเลย สลดสงสารชาติของตนที่ท่องเที่ยวเกิด แก่ เจ็บ ตายในอดีตไม่มีที่สิ้นสุด แม้พระองค์มีญาณถึงขนาดนี้แล้ว ชวนให้เพลิดเพลิน หลงอย่างไร แต่ก็ไม่มีติดในญาณนี้แล้ว พระองค์ย้อนไปหาอะไรคือตัวเหตุตัวปัจจัย ให้เกิด แก่ เจ็ ตายไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเป็นอย่างคนที่มีสติปัญญาอ่อน ลองดูซิ ถ้าไปรู้ไปเห็นอย่างนั้น อาตมาว่าตั้งตัวเป็นหมอดูเลย แต่พวกเราสติปัญญามันพอไหว มันยังไม่ถึงฐานที่จะเห็น
เพราะวาสนาใช่ไหมล่ะ พระองค์ท่านมีวาสนาครบหมด ส่วนสาวกนั้นไม่เหมือนพระองค์ท่าน บางองค์ระลึกชาติได้ก็มี บางองค์ระลึกชาติไม่ได้ก็มี แต่เรื่องการตัดอาสวักขยญาณนั้นทุกองค์เหมือนกันหมด หายจากข้อสงสัยมีอันเดียวเท่านั้น ทุกองค์ได้เหมือนกัน แต่เรื่องระลึกชาติไม่ใช่เรื่องพ้นทุกข์ งานของธรรมคืองานถอนวัฏฏะทำจุดเดียว กำหนดลงที่เดียว ดังนั้นถ้าเรากำหนดตรงไหนถูกกับจริตนิสัยของเราก็รีบทำเสีย ให้เห็นชัดลงนี่แหละ ไม่เหมือนงานของโลก งานของโลก อย่างเช่นเราเขียนหนังสือ เราเขียนจดหมายมาหาคนนั้น แต่งอย่างนี้ เขียนถามไปตอบมามันยุ่งกันไปหมด งานของโลกเป็นงานติดต่อต่อเนื่องกันเหมือนสายโซ่ ส่วนงานของธรรมไม่ใช่เช่นนั้น จับที่เดียวเท่านั้น สังขาร วัญญาณ นามรูป ภพชาติ ตรงไหนก็ได้ จุดเดียว ที่เดียวเจาะลงไปเลย
ภูมิอุปจารสมาธิ คือภูมิของสมถวิปัสนา สมถะ คือตัว สติ วิปัสสนา คือตัว ปัญญา มันอันเดียวกันนี่แหละ เรียกชื่อต่างกัน สมมติ สติ เปรียบเหมือนไฟ แต่ปัญญาก็คือแสงสว่างของไฟต่างหาก ถ้าไฟมีกำลังมากแสงสว่างก็มาก ถ้าสติมันดีปัญญามันก็ดี เราจะเรียกว่าแสงสว่างเป็นไฟก็ไม่ได้ เรียกไฟเป็นแสงสว่างก็ไม่ได้ ไฟต่างหาก แสงสว่างต่างหาก แต่ก็อันเดียวกัน หยั่งลงทีเดียว รู้เรื่องกัน ไม่สงสัยเลย สมมติว่าเรากำลังพิจารณาหนัง หนังเป็นของสกปรกโสโครก เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันอื่นก็เหมือนกัน มันเป็นอย่างนี้เรื่องธรรมะ ข้อสำคัญพิจารณาให้แน่วแน่ก็แล้วกัน ให้เห็นชัด ให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หาเหตุ หาปัจจัยของมันเท่านั้น มันก็รู้เรื่องกันขึ้น
|
|
|
|
| |
ปุจฉา: ท่านอาจารย์ให้พิจารณากัมมัฏฐานอะไรที่ถูกกับจริตของเรา แต่พวกเราไม่รู้ว่าอะไรมันถูกกับจริตของเรา อย่างเราจะไปกราบเรียนครูบาอาิจารย์ ได้ไหมว่าอะไรถูกจริตกับเรา ควรพิจารณาผม หรือขน หรือเล็บ หรือฟัน หรือหนัง หรือมรณานุสติ... หรืออะไรต่ออะไร
วิสัชนา: ถ้ายังไม่รู้ก็หมายความว่ายังเป็นผู้หลงอยู่ ยังหนาอยู่ สิ่งใดอะไรอยู่ในตัวเราเราต้องรู้ ความโลภอยู่ในตัวเรา เราต้องรู้ ความโกรธอยู่ในตัวเรา เราต้องรู้ ความหลงอยู่ในตัวเรา เราต้องรู้ ในร่างกายของเรา เรามีโรคอะไรอยู่ เราต้องรู้ เราเจ็บตรงไหน เราก็ต้องรู้ ใจของเราไม่ดีตรงไหนเราต้องรู้ สนทิฏฐิโก ต้องรู้เอง
ปุจฉา: ถ้าเราพิจารณาแล้วจิตเราสงบได้เร็ว แปลว่า กัมมัฏฐานบทนั้นถูกกับจริตของเรา อย่างนี้ใช่ไหมคะ
วิสัชนา: นั่นแหละ ให้มันสลดสังเวช ธรรมอันใดในกัมมัฏฐานอันใด เมื่อเราพิจารณาแล้วสติของเราไม่ฟั่นเฝือ ไม่ลุ่มหลง จิตของเราสงบ และการพิจารณาของเราก็แจ้งไปตามลำดับ ๆ นั่นเรียกว่าโรคถูกกับยา ให้เรากินยาขนานนั้นๆ อย่ายักย้ายเปลี่ยนใหม่ ถ้าเราพิจารณาอะไร ด้วยกัมมัฏฐานส่วนไหนแล้วอารมณ์ของเราไม่สงบ จิตของเราฟั่นเผือ แปลว่าไม่ถูกกับยา รักษาโรคนั้นไม่ได้ผล
ปุจฉา: ที่ท่านอาจารย์เคยสอนว่า ให้ศึกษาปฏิปทาพระพุทธเจ้าว่าท่านตรัสรู้อย่างไร แล้วให้ดำเนินตามปฏิปทาของท่านนั้น ใจเราก็รู้ว่าวิธีของท่านดีแน่ วิเศษแน่ แต่เรากลัวว่าบารมีเรายังไม่เทียบท่าน เพราะว่าท่านพิจารณาคืนนั้น คืนเดียวท่านก็ได้ตรัสรู้เลยในคืนวันนั้น ส่วนบารมีของเรานั้นพิจารณาคืนนี้รุ่งขึ้นก็คงไม่รู้แน่ ดังนั้นเราก็เลยวางไว้ก่อน แม้เราพิจารณาสงบลงแล้วก็คิดว่าตัวสงบของเรามันยังไม่ถึงฐีติจิตหรือจิตรวมใหญ่ เมื่อยังไม่ถึงอันนี้ถ้าเราไปพิจารณามันก็เหมือนกับธรรมะที่คาดคะเนเอา หรือความรู้ที่ยังไม่จริง เมื่อก่อนเข้าใจว่าอย่างนั้น แต่วันนี้เข้าใจแล้ว อุปจารสมาธิที่ท่านอาจารย์อธิบายนั้นมีปัญญาอยู่ในนั้นด้วยในตัวคือ เดิมไปเข้าใจว่าอุปจารสมาธิคือการที่จิตรวมแล้วนิ่ง แต่ว่ายังไม่ถึงฐีติจิต เมื่อไรที่ถึงฐีติจิตแล้วพอยกธรรมะจะต้องเกิดปัจจัตตังเสียก่อน คือรู้เอง เห็นเอง ของใครของมัน แล้วแต่นิสัยของตน แต่ความจริงเราไม่ต้องรอจนจิตรวมจนถึงฐีติจิตก็พิจารณาได้
วิสัชนา: ใช่...จะต้องพูดเรื่องปัจจัตตังและฐีติจิตอีกครั้งหนึ่ง ปัจจัตตัง เป็นอย่างไร ฐีติจิต เป็นอย่างไร ปัจจัตตัง คือรู้เอง เห็นเอง ส่วนฐีติจิตคือจิตดั้งเดิม ท่านเปรียบว่า อัปปนาสมาธิ อัปปนาจิต และฐีติจิต ต่างอยู่ในฐานเดียวกันแต่มีชื่อต่างกัน อัปปนาสมาธิ เป็นจิตที่แน่วแน่ ลงไปจนถึงจิตเดิม อัปปนาจิตก็เหมือนกัน ฐีติจิตก็เหมือนกัน ฐีติจิตเป็นจิตที่ว่าง ไม่มีอารมณ์ เป็นจิตเดิม เป็นจิตที่ท่านเรียกว่า "ประภัสสร" แจ้งสว่าง
จะอธิบายให้ฟัง ถ้าผู้เข้าไม่ถึง "ไม่เห็น" ผู้เข้าถึง "เห็น" ใครจะพูดอย่างไรก็ช่าง ไม่สนใจ เพราะรู้อยู่แล้วเป็นปัจจัตตังอัปปนาสมาธินี้ จิตนั้นไม่มีเศร้า ไม่มีหมอง ไม่มีมืด ไม่มีมัว เหมือนพระอาทิตย์ท่านส่องสว่างอยู่ แต่ที่พระอาทิตย์จะมืด จะมัวเศร้าหมองเพราะขี้เมฆเข้ามาบดบังพระอาทิตย์ ไม่ใช่พระอาทิตย์เลื่อนเข้าไหาขี้เมฆ นี่ท่านเปรียบไว้นัยหนึ่ง ธรรมชาติของจิตมันเป็นของใสบริสุทธิ์ หากแต่มีกิเลสเข้ามาหมักหมมบดบังจึงได้ฝ้าฟางไป ถ้าใช้สติปัญญาชำระให้ดี ๆ แล้วมันก็จะลงสู่สภาพบริสุทธิ์ อีกนัยหนึ่งท่านเปรียบขี้เมฆนั่นแหละ เปรียบเหมือนอุปกิเลสคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้แก่ โลกธรรมที่ไหลเข้ามาทางหู ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เลยให้มัวเมา จิตก็เลยมืด แสงสว่างก็ถูกบดบัง
อีกนัยหนึ่งท่านเปรียบเหมือนการเขียนเลข 1 2 3 4 5 6 7 8 9 0 ลบเลข 1 ถึง 9 ทิ้ง ยังเหลือแต่ 0 อยู่ 0 นี้ เลข 0 นี้เปรียบเหมือนตัวฐีติจิต คือจิตดั้งเดิมซึ่งก็ไม่มีราคาค่างวดอะไร จะบวกลบคูณหารกับเลขอะไร ก็ไม่ทำให้เลขจำนวนนั้นมีค่าได้ แต่ว่า 0 นี้ จะว่าไม่มีค่าก็ไม่ได้ แต่ถ้าเอาไปต่อเพิ่มกับเลขจำนวนใดก็จะทำให้เลขจำนวนนั้นวิจิตรพิสดารไป เช่นเลข 1 เอาเลข 00000 ต่อเข้าเป็น 10 เป็น 100 เป็น 1,000 เป็น 10,000 เป็น 100,000 เป็น 1,000,000 ไป แม้เรื่องของจิตก็เช่นกัน เรื่องฐีติจิตนี้ถ้าขาดสติปัญญาแล้วถอนขึ้นมาไม่มีสติปัญญานะ เมื่อขาดสติปัญญาพลั้งเผลอถอนขึ้นมาปล่อยถอนขึ้นมาเฉย ๆ ประสบอารมณ์อะไรเป็นกิเลสไปเลย นี่มันจะหยุดไม่ได้ มันเผลอสติของเราไม่ดี ท่านว่าจิตเป็นของพิสดารมากมาย แต่ว่าถ้าฐีติจิตตัวนี้ได้รับการอบรมด้วยสติปัญญาดีแน่ชัดแล้ว ก็ลงสู่สภาพเดิมอันใสบริสุทธิ์
|
|
|
|
| |
ปุจฉา: ขอกราบเรียนถามเรื่องภวังคจิต ฌานจิต และสมาธิจิต
วิสัชนา: ท่านเปรียบไว้ ภวังคจิต ฌานจิต สมาธิจิต
ภวังคจิต ไม่ใช่จิตดั้งเดิมนะ ภวังค์คือภพ มันตกอยู่ในตัวกัมมวัฏฏะ กิเลสวัฏฏะ คือรัก โลภ โกรธ หลง ราคะ โทสะ โมหะ จิตตกภวังค์แล้วจะไม่มีสติ ไม่มีปัญญา เราสังเกตได้ง่าย ภวังคจิตเข้าไปเฉยๆ ไม่มีสติปัญญาเลย มีแต่ภวังคจิต จะว่านอนหลับก็ไม่ใช่ เช่น คนนอนหลับจิตก็กองไว้ ไม่ใช่คนนอนหลับ ไม่ใช่จิตตกภวังค์ วางเหมือนกับนอนหลับ คนนอนหลับเป็นนิทราจิต นิทราจิต ธาตุก็นอน จิตก็นอน แต่ภวังคจิตธาตุไม่พักเข้าไปนอน แต่จิตที่เรียกว่าภวังคจิตมันเป็นอย่างนั้น
ฌานจิต นี่อีกอย่างหนึ่ง ฌานจิตมีสติแต่ขาดตัวปัญญา วิปัสสนา นี่พูดให้เข้าใจง่ายๆ มันเป็นอย่างงั้น อย่างพวกที่เพ่งฌาน รูปฌาน ๔ สมัยก่อน พระพุทธเจ้าของเรายังมีรูปฌาน ๔ เพ่งดิน เพ่งน้ำ เพ่งลม เพ่งไฟ ด้วยความมีสติในจุดนั้น มุ่งหมายให้จิตสงบ ไม่มุ่งหมายให้ถอนกิเลส นี่เรื่องการเพ่งฌาน ๔ ไม่ว่าจะเพ่งดินก็ตาม เพ่งน้ำก็ตาม เพ่งไฟก็ตาม เพ่งด้วยความมีสติ ถ้าไม่มีสติจิตก็ไม่สงบ ไม่รู้ตัวเองเพ่ง แล้วจะไปสงบได้อย่างไร ต้องใช้สติ การเพ่งให้มีสติเป็นฌานนอกพระพุทธศาสนา พระองค์ไปเรียนมาแล้ว
ในอรูปฌาน ๔ เพ่งอากาศ อากาสานัญจายตนะ มันออกไปแล้วไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยความมีสติ ถ้ามีสติกำกับจิต จิตก็สงบเพ่งวิญญานความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด วิญญาณัญจายตนะเพ่งความรู้ให้น้อมเข้ามา อากิจจัญญาตนะเพ่งความรู้ให้น้อมเข้ามา เพ่งให้ละเอียดลงไปอีกความรู้น่ะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ รู้ก็ไม่ใช่ ไม่รู้ก็ไม่ใช่ รวมทั้ง ๒ อัน รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ เป็นโลกียฌานไม่มีการถอนกิเลส ไม่มีการถอนสังโยชน์ ไม่มีเรื่องวิปัสสนา เพียงแต่ทำใจให้สงบ ข่มกิเลสไว้ชั่วคราว เมื่อเสื่อมจากการข่มหรือเสื่อมจากสติ กิเลสก็เกิดขึ้น แต่ฌานนี้ก็เป็นบทพื้นฐานของวิปัสสนาได้เพราะตั้งอยู่ในความสงบ มีสติแล้วเป็นรากฐานไว้แล้ว ถ้าผู้สำนึกในอรูปฌาน ๔ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน รู้ก็ไม่ใช่ ไม่รู้ก็ไม่ใช่ เป็นฌานที่ละเอียดค้นวิปัสสนาไม่ได้ แต่ไม่ใช่อัปปนาสมาธิ ไม่ใช่ฐีติจิต ต้องถอนมาในอากิจจัญญายตนฌาน มีความรู้อยู่ จึงจะค้นวิปัสสนาได้ รู้แจ้งเห็นจริงได้ นี่เรื่องของฌานมีเท่านี้
สมาธิจิต ต้องอาศัยปัญญา เดินตามอริยมรรคปัญญา สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ จิตถึงจะถอนกิเลสเป็นพักๆ ไปตามสติปัญญา มันเป็นยังงั้นเพราะฉะนั้นสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบคืออะไร คือเห็นว่านี่ทุกข์ นี่เหตุให้เกิดทุกข์ นี่ธรรมอันเป็นข้อดับทุกข์ นี่คือข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์ เห็นชัดลงไปนี้ นี่ทุกข์คืออะไร คือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร คือตัวสมุทัยตัวตัณหา นี่ธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์คืออะไร คือการละตัณหา วางตัณหา ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์เป็นอย่างไร พากันเจริญให้มาก พิจารณาให้มาก บำรุงให้มาก คือตัวสติปัญญาเท่านั้นเอง ถ้าสนับสนุนตัวสติปัญญาให้มาก จิตก็พ้นไปนั่นเอง ปัญญาบริสุทธิ์ สติของตนจะบริสุทธิ์ ศีลของตนจะบริสุทธิ์ สติของตนจะบริสุทธิ์หลุดพ้นไปเพราะปัญญา มันเป็นอย่างงั้น เมื่อถอนออกจากรากนี้แล้ว ก็จะเป็น สัมมาสมาธิตามขั้น ถอนสังโยชน์ได้ เป็นอกาลิโก ไม่มีกาล เวลา ไม่มีการเข้าการออก ไม่มีเสื่อม ไม่เหมือนสมาธิกระรอกกระแต สมาธิในอริยมรรคไม่มีถอนกิเลสแล้ว ก็เป็นสมาธิตามขั้นของสติปัญญา ถ้าถอนหมดก็เป็นอกาลิโก ไม่มีกาลไม่มีเวลา ไม่มีเสื่อมไม่มีคลาย มีแต่เจิรญ เราจะไปค้นดูข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันที่เป็นที่ดับทุกข์ ท่านก้บอกว่าให้มีศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้น ศีลคือตัวสติ ปัญญาพิจารณารู้แจ้ง รู้รอบให้หมดเรื่องก็เท่านี้เอง
|
|
|
| |
ปุจฉา: ดูเป็นเรื่องง่ายเหลือเกิน
วิสัชนา: ก็ง่ายซิ เพราะพระองค์ท่านเทศน์เอาไว้แล้ว ปฏิปทาของพระองค์วันตรัสรู้อย่างไรล่ะ...ท่านตั้งปฏิปทาไว้แล้วใช่ไหมล่ะ ท่านจะพูดกับใรก็วาจาชอบ สมบูรณ์ด้วยสติ ศีล สมาธิ ปัญญา สติปัญญาของท่านรอบรู้หมดแล้ว ส่วนธาตุขันธ์ท่านก็พิจารณามาตั้งแต่ยังไม่ได้บวช เห็นแล้วเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้วปล่อยไปตามธรรมชาติ เมื่อมีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย อย่างนี้ คงมีทางใดทางหนึ่งที่จะออกจากเกิดแก่เจ็บตายได้ แต่ท่านยังค้นไม่พบเท่านั้นเพราะว่าเป็นธรรมส่วนที่ลึกละเอียด ท่านจึงได้ออกบวช เมื่อออกบวชแล้ว 6 ปี ถึงได้ค้นพบตัวเหตุตัวปัจจัย ไม่ใช่เล่นๆนา พวกเรามาเห็นอย่างนี้คล้ายๆกับว่าพระองค์เตรียมทางให้เราแล้วราดยางให้เราแล้ว เรามีรถยนต์ก็ขี่ไปเท่านั้นเอง ขับดีก็ดี ขับไม่ดีก็ตกถนนเท่านั้น ตาเราดีหรือไม่..ขับไป สติเราดีหรือไม่..ขับไป สติเปรียบเหมือนตา ปัญญาเปรียบเหมือนแสงสว่าง ประสาทของตาดีหรือไม่ถ้าเราตาฝ้าตาฟางไม่ดี เคยเห็นที่อาตมาเขียนไว้เป็นคติ จำได้ไหม "สติเป็นตา ปัญญาเป็นแสงสว่าง สติจางแสงสว่างไม่พอ เหมือนตาลอฝ้าฟาง ย่อมเห็นวิปริตจิตพิการ" และ "สติกล้า ปัญญาสว่าง รู้จักทางถูกผิด จิตสงบพบสันติสุข รู้ทุกข์เพราะสติปัญญา"
|
|
|
| |
ปุจฉา: ที่ท่านอาจารย์บอกว่าพระพุทธเจ้าสร้างถนนราดยางไว้เสร็จนี่ คนที่ได้เห็นถนนแล้วทำไมยังไปไม่ได้หมด ยังหลงทางกันอีก
วิสัชนา: ไปถามเขาซี่ มาถามอาตมาไม่ได้หรอก ถมไปที่คนเห็นถนนราดยางแล้วไม่เดิน ก็เดินเข้าป่าเข้ารกเข้าพงไป ไม่งั้นเขาจะว่าหลงเห็นกงจักรเป็นดอกบัวหรือ ท่านอาจารย์มั่นท่านก็บอกว่าท่านเองก็หลงมาพอแรงแล้ว เรื่องนี้น่ะเรามันเพียงแต่เป็นสติ เป็นปัญญา พระพุทธเจ้าท่านเป็นมหาสติมมหาปัญญา อาตมาไปอยู่กับท่านอาจารย์มั่น ภาวนาแล้วจิตมันลงสู่ฐีติจิตตลอดคืนยันรุ่ง ถอนขึ้นมามีนิมิตขึ้นมา จากนิมิตก็ไปตามอารมณ์และก็เพลินอยู่ในฐีติจิตว่ามันสุข มันไปติดอยู่ในอดีต มันไม่ดูปัจจุบัน มันไม่วางไปเลย สบายไปเลย ไปกราบเรียนถามท่านว่า "บุคคลผู้พิจารณาควรต้องมีสติให้ได้ทุกลมหายใจไม่ใช่หรือครับ ถ้าไม่ได้ทุกลมหายใจ สติมันเผลออยู่อย่างนี้จะไม่เป็นไรหรือครับ" ท่านนั่งสงบจิตพิจารณาครู่หนึ่งแล้วก็ตอบว่า "ไม่ได้หรอก ผมก็ไม่ได้ทุกลมหายใจ พวกสาวกไม่ได้ทุกลมหายใจดอก มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นแหละที่ได้ เพราะพระพุทธเจ้าท่านเป็นมหาสติ มหาปัญญา ส่วนพระสาวกนั้นเปนแต่เพียงสติ เป็นแต่เพียงปัญญา ไม่ได้ทุกขณะจิต ต้องมีการพลั้งเผลอเป็นธรรมดา แต่ถ้าการเผลอนี้ไม่เพลิดเพลินไม่จัดเป็นเสียหาย แต่การพลั้งเผลอด้วยความเพลิดเพลินลุ่มหลงยินดีนั้นเสียหาย ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ยินดีในสิ่งนั้น ต่อไปจะเกิดเป็นมานะขึ้นได้"
ปุจฉา: ขอประทานโทษ ตอนท่านอาจารย์บวชตอนแรกๆท่านอาจารย์มีเผลอไปบ้างไหม
วิสัชนา: อาตมาบวชตอนแรก ก็เผลอไปบ่อย ๆ เหมือนกัน แต่ถ้าเราจับจุดมันได้ถึงจะเผลอไปก็รีบเอาสติเข้าจับไว้ สำคัญที่เราต้องจับจุดให้ได้ และคอยระวังไว้
|
|
|
|
| |
ปุจฉา: แต่ก่อนเวลาพิจารณาอะไร ประเดี๋ยวมันทิ้งสิ่งนี้ ไปติดที่การทำงานทางโลกของเรา แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าไปได้นาน อย่างเมื่อจับอะไรอยู่กจะนิ่งอยู่กับสิ่งนี้ อยู่ได้นานแปลว่าสติของเราก็ดีขึ้นหน่อย ต่อไปถ้าหัดไปก็จะอยู่กับสิ่งนั้นได้นานมากขึ้น มีบางท่านบางองค์ท่านเคยสอนว่า ให้ภาวนาให้มีสติปัญญาแก่กล้าก่อน มีรากฐานมั่นคงเสียก่อน อย่าเพิ่งไปทำวิปัสสนาเร็วนัก เดี๋ยวจะเฝือ เพราะว่าสติเรายังอ่อนอยู่ บางองค์ก็ว่าอย่าภาวนามาก สมาธิแก่กล้ามากไปไม่ดีเดี๋ยวเป็นบ้า ดูต้านกันอยู่ ก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร
วิสัชนา: วิปัสสนาความรู้แจ้ง ถ้ารู้แจ้งก็ไม่เป็น ถ้ายังไม่รู้แจ้งก็ยังไม่ใช่วิปัสสนา สติเป็นตัวสมถะ วิปัสสนาเป็นตัวปัญญา ธรรมอันนี้อันเดียว เราไปเรียกเองต่างหาก พระท่านแต่ก่อนท่านอยู่ในป่าเห็นใบไม้ร่วงลงมา โอ้...อนิจจังวัตสังขารา สิ่งที่ไม่มีวิญญาณเป็นของไม่เที่ยง สิ่งที่มีวิญญาณก็เหมือนกัน เราคิดอย่างท่านยังไม่ได้ มันก็ยังไม่แจ้ง ยังไม่สันทิฏฐิโก เวลาท่านอาจารย์คิดแล้วมันกระจ่างจากใจ ถ้าไม่ได้รู้กระจ่างจากใจ ไม่ได้รู้เองเห็นเอง มันเป็นไปตามตำรา
|
|
|
| |
ปุจฉา: ของท่านอาจารย์เวลาได้ธรรมะชัดผุดขึ้นในใจมันสว่างโร่ไปหมดใช่ไหมคะ
วิสัชนา: คราวแรกก็ต้องอาศัยตำรา อาศัยจากการได้ยินได้ฟังมาก่อนเหมือนกัน เหมือนการเดินทางที่จะให้ไปถึงจุดหมายได้ก็อาศัยแผนที่เดินทาง เดินไปตามทางที่ท่านผู้รู้บอกไว้แนะไว้ บากทางไว้ให้ ก็จะไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น พอถึงแล้วก็ร้อง... อ้อนี่เอง ที่ท่านว่า ฟังจากท่านเราก็วาดภาพไว้อย่างหนึ่ง ถึงที่แล้วเราก็เห็นเอง อาจจะเหมือนที่คาดไว้ก็ได้ เหมือนก็ได้ แต่มันก็ถึงบางอ้อทั้งนั้น
คิด ๆ ดูก็ไม่ใช่ของยากถ้าจับจุดถูก เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าเมื่อท่านได้ตรัสรู้ใหม่ ๆ ท่านก็เยาะเย้ยตัณหา เยาะเย้ยเล่นอยู่ในใจ ตัณหาเมื่อเราไม่พบไม่เห็นจับตัวของท่านไม่ได้ ท่านก็พาเรากระเซอะกระเซิงเกิดในภพน้อยภพใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด เดี๋ยวนี้เราค้นพบตัวท่านแล้วจับตัวท่านได้แล้ว ปราสาทของท่านเราได้ทำลายแล้วด้วยดาบสติปัญญาที่มี ยอดปราสาทของท่านเราก็ทำลายแล้วมันเผาทิ้งแล้ว
ปราสาทคืออะไร จักษุประสาทคือตา โสตประสาทคือหู ฆานประสาทคือจมูก ชิวหาประสาทคือลิ้น กายประสาทคือกาย มนะคือใจ ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ หมายความว่าทำลายแล้ว ยอดปราสาทคือตัวเหตุตัวปัจจัย อวิชชา โกรธ หลง ทำลายเราแล้วพ้นจากสังขารแล้ว จิตของเราพ้นจากสังขาร ไม่มีสังขารแล้ว นี่ท่านเยาะเย้ยภายในกายใจของท่าน ท่านเปล่งอุทานว่า "พราหมณ์คือนักบวช พราหมณ์ผู้เพียรเพ่งอยู่ด้วยความมีสติ พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ด้วยความมีปัญญา ย่อมรู้เหตุของปัจจัยของธรรมทั้งหลาย เมื่อพราหมณ์ผู้รู้เหตุรู้ปัจจัยของธรรมทั้งหลายแล้ว พราหมณ์ผู้นั้นย่อมทำเหตุทำปัจจัยธรรมทั้งหลายให้สิ้นไป เมื่อพราหมณ์ได้ทำเหตุทำปัจจัยของธรรมทั้งหลายให้สิ้นไปแล้ว พราหมณ์นั้นย่อมเป็นผู้ชนะมาร มารและเสนามารย่อมรังควาญพราหมณืผู้นั้นไม่ได้ เหมือนลมรังควาญภูเขาไม่ได้ พราหมณ์นั้นย่อมเป็นผู้ชนะมาร เหมือนพระอาทิตย์ที่ทำความมืดให้สว่างฉันนั้น" ไม่หลงอีกแล้ว
ถ้าจิตเข้าไปพักอยู่มันจะเป็นอย่างไร ตัวเหตุตัวปัจจัย องค์ที่จะไปรู้ตัวเหตุตัวปัจจัยก็ดี ของธาตุขันธ์ก็ดี ต้องถอนขึ้นมาทุกขั้นเลย ที่ขาดจากอาสวะตัดไปจากอาสวะจากภพจากชาติรู้อยู่ในขั้นอุปจาระนี้ ขั้นอุปจาระคือขั้นตัวสติปัญญา ขั้นสมถะ นี่ถ้าเราขาดสติปัญญา ธรรมอันเป็นอนัตตาหาประมาณมิได้ ถ้าขาดสติปัญญาเพราะมันแทรกอยู่ ท่านว่าเปรียบเหมือนน้ำไหลในถาด มันก็มีอันหนึ่งแทรกอยู่ แล้วแต่ว่าภายในหรือภายนอกที่แทรกอยู่ บางทีเป็นอุบาย บางทีเป็นนิมิตเป็นภาพที่แทรกอยู่ เมื่อสติปัญญาเราไม่พอมันก็วางวิ่งไปตามนิมิตเหมือนฉายหนัง มีแต่อยากจะพูดอยากจะคุย ถ้าของจริงแล้วก็สงบ |
|
|
| |
ปุจฉา: แต่ละองค์ท่านต้องหลงอย่างท่านอาจารย์ว่าไหมครับ
วิสัชนา: มีเยอะเกือบจะทุกรายน่ะ เพียงแต่ว่าท่านรู้แล้วถอยกลับมาเร็วหรือไม่เท่านั้น บางองค์ก็แก้ไขได้ บางองค์ก็แก้ไขไม่ได้
ปุจฉา: อย่างนี้เพื่อนฝูงช่วยกันได้ไหมครับ
วิสัชนา: ได้
ปุจฉา: ท่านอาจรย์เคยบอกว่า เมื่อจิตรวมถึงฐีติจิต เราจะเกิดรู้ตัวขึ้นมาเองใช่ไหมครับ
วิสัชนา: ใช่แล้ว...รู้เอง ท่านอาจารย์ใหญ่มั่นท่านแนะนำไว้เสมอว่า ถ้าจิตมันรวมลงถึงขีดถึงขนาด ให้มีสติกำกับไว้ ปล่อยให้จิรวมอยู่ อย่าไปรบกวนจิต และจะบังคับให้จิตรวมหรือบังคับให้จิตถอน นี่บังคับไม่ได้ อย่าไปรบกวนจิต ถ้าจะถอนจิตมันถอนเอง แต่เราต้องมีสติรู้อยู่ นี่ประเภทจิตรวมนะ ถ้าจิตจะถอนขึ้นก็ให้มีสติ ถ้าจิตรวม แล้วเวลาถอนขึ้น เกิดมีนิมิตเรามักจะตามนิมิตมันเผลอไปเรื่อย เราต้องมรสติตามไปด้วย นิมิตไปไหนก็ตามไปด้วย นี่แหละมันมักจะเสียกันตอนนี้ อาตมาก็เสียตอนนี้เหมือนกัน
ปุจฉา: ตอนนั้นท่านอาจารย์แก้ไขได้อย่างไร และเผลอไปนานไหมครับ
วิสัชนา: มันมีวิธีแก้ในตัวของมันเอง ก็เผลอไปนานมั่ง ไม่นานมั่ง แล้วแต่จิตนิสัยของแต่ละบุคคล
ปุจฉา: บางครั้งภาวนา เมื่อจิตเริ่มรวม ได้เกิดนิมิตภาพ จิตก็ตามนิมิตนั้นไปเพราะอยากรู้ว่านิมิตภาพนั้นเป็นใคร เขามาปรากฏทำไม เขาต้องการจะให้เราช่วยอะไรบ้าง เกิดความสงสัยว่าเวลามีนิมิตควรทำอย่างไร
วสัชนา: นิมิตจะเกิดขึ้นได้มีอยู่ 2 ระยะคือ ระยะแรก ก่อนที่จิตจะรวมแต่ยังรวมไม่ถึงขีด จะเกิดนิมิตขึ้น ระยะที่ 2 เมื่อจิตรวมถึงขีดแล้ว ตอนจิตกำลังจะถอนขึ้นก็จะเกิดนิมิตขึ้นได้
นิมิตเกิดขึ้นได้ 2 ระยะ ต้องระวัง ระวังปากอ่าว ต้องคุมไว้ให้ดี ปากอ่าวอันตรายอย่าไปตัดนิมิต อย่าไปอยากรู้ มันเห็นมาแล้ว ไม่ได้ผลประโยชน์อะไร เรากลับมาพิจารณากัมมัฏฐานของเราให้ดี ความอยากรู้ในนิมิตมันเป็นตัณหา เป็นตัวสมุทัย มันเป็นตัวสังขาร นั่นท่านเรียกว่า อาการของจิต บางทีอาการของจิตจะหลอก จิตเป็นของวิจิตรพิสดาร จะหลอกเรา กิเลสของเรามันหลอกตัวเราให้ไปหลงในภาพนิมิต
พวกนักศีกษาหรือนักเรียนใหม่ก็อย่างนี้แหละ มักจะสนใจอยากรู้อยากเห็นจิตใจของเพื่อนต่าง ๆ อยากรู้อยากเห็นดวงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว อยากรู้อยากเห็นเทพบุตรเทวดาต่าง ๆ ภูตผีปีศาจอย่างนั้นอย่างนี้
จะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ เหมือนเรานอนหลับสนิทเราก็คงรู้ว่าเวลานอนเราหลับสนิทจะไม่รู้อะไรเลยเหมือนกับคนตาย พูดง่าย ทีนี้เวลาเราตื่นขึ้นใหม่ ๆ ยังไม่มีสติ ถ้าอะไรมาประสบในเวลาตื่นขึ้นใหม่ ๆ ก็ต้องตื่นเต้นใช่ไหม ก็ต้องตื่นเต้น พวกเราพอจิตรวมเวลาถอนขึ้นามีนิมิต จิตมาเจอะอะไรก็จับปุ๊บเลย จับเอาแบบไม่มีสติเพลินไปเลยนี่ มันไปไกลจนสุดกู่ กว่าจะรู้ตัว เอ๊ะ.. เราผิด.. มันเกินไปไกลแล้ว รู้เท่ากินครึ่งแล้ว รู้ไม่ถึงกินหมด จะทำอย่างไรหล่ะ คือว่าเรารู้แล้วอย่างนี้มันแก้มันเอง นิสัยของเราเคยเป็นอย่างนั้นก็แก้มันเองได้
อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็ปล่อยเหมือนกัน เมื่อพระองค์ท่านได้ฌานทีแรกระลึกชาติหนหลังได้ ท่านก็ตรวจชาติหนหลังจนไม่มีที่ตรวจ ไม่มีที่สิ้นสุดแล้วก็กลับมาพิจารณาจิตก็รวมอีก จิตถอนขึ้นมาท่านก็ได้ฌานจนนิมิตสิ้นสุดอีก ท่านก็กลับมาพิจารณา แต่ว่านั่นเป็นธรรมดาของสัตว์ผู้มีกรรมกิเลสอยู่ เป็นกิเลสวัฏ กรรมวัฏ หมุนรอบ ท่านม้วนตรงนี้เลย ม้วนตรงกิเลสวัฏ กรรมวัฏ ดูไปก็เป็นกิเลสวัฏ กรรมวัฏ ดูแล้วมีประโยชน์อะไรล่ะ ถ้าเราไม่ตัดมันก็จะต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด เราลูกศิษฐ์พระพุทธเจาก็ต้องตัดตามท่านซี่
|
|
|
|
| |
ปุจฉา: ปกติเป็นคนไม่ค่อยมีศรัทธาในเรื่องศาสนานัก โดยเฉพาะเรื่องอิทธิปาฏิหารย์ ตามที่ได้เคยอ่านพบในพระไตรปิฎกหรือในชาดกยิ่งเห็นเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระเลย แต่ต่อมาได้เกิดพบเห็นสิ่งแปลก ๆ ซึ่งเป็นสิ่งอัศจรรย์อย่างไม่น่าเชื่อเกิดขึ้นบ่อย ๆ ครั้ง ทำให้ต้องยอมเชื่อในสิ่งเหล่านี้และหันเข้ามาสนใจศึกษาในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ทำให้มีศรัทธาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีครูบาอาจารย์หลายท่านได้บอกว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น เกิดขึ้นเพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทำไมเราไม่พบเห็นสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่อายุยังน้อย จะได้หันมาศึกษาและมีความศรัทธาเชื่อถือตั้งแต่ต้น
วิสัชนา: คนเราก็อย่างนี้แหละ เมื่อเป็นเด็กก็สนุกสนานเพลิดเพลินเป็นอยู่อย่างหนึ่ง พอเป็นผู้ใหญ่นิสัยบารมีแก่กล้าได้ติดตัวขึ้นมาเอง
จะเล่าให้ฟังมีนิทานอยู่เรื่องหนึ่งตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า มีอุบาสกคนหนึ่งเขาเป็นหัวหน้าพ่อค้าเกวียน มีเกวียนเป็นบริวาร 500 เล่ม อุบาสกคนนั้นเขามีนิสัยมีวาสนาบารมีจะได้บรรลุพระโสดาบัน แต่ยังไม่ได้สำเร็จ เมื่อขณะที่เขาไปค้าขายเอาสินค้าบรรทุกเกวียนไป 500 เล่ม พวกเทวดาก็ปรึกษากันว่าพวกเราต้องตามไปรักษาพ่อค้าคนนี้ เพราะว่าพ่อค้าคนนี้เขามีนิสัยที่จะได้บรรลุโสดาบัน ต้องตามรักษาเพื่อไม่ให้พ่อค้านั้นเกิดอันตราย ถ้าเราไม่ตามไปรักษาแวมีอันตรายเกิดขึ้นศีรษะของเราจะแตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง เทวดาจึงต้องตามไปรักษาให้ความปลอดภัยทุกสิ่งทุกอย่างจนตลอดทาง ครั้นเมื่ออุบาสกคนนั้นกลับมาบ้านได้มาฟังเทศน์พระพุทธเจ้า จึงได้สำเร็จโสดาบัน นี่..อย่างนี้แหละ พวกมีนิสัย เทวดาต้องตามรักษาเสมอ ไม่ถึงคราวถึงกาลไม่เป็นไร
พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
บุคคลใดยึดถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง บุคคลนั้นย่อมไปสู่สุคติตลอดแสนกัปป์ เมื่อละอัตภาพร่างกายของมนุษย์ไปแล้วจะได้เป็นผู้ถือว่ามีกายทิพย์ กายเทวดา กายเทพบุตร และบุคคลผู้นั้นเป็นผู้ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยความมั่นแม่นแล้ว สำหรับอันตรายต่าง ๆ เป็นต้นว่า ยาพิษ ศาสตราวุธ หรือไฟไหม้ บุคคลนั้นจะไม่ตายเพราะสัตว์กัดต่อยหรือสงคราม ไม่ตายด้วยยาพิษ ยาเบื่อ เว้นเสียแต่ผลกรรมของบุคคลผู้นั้นซึ่งทำไว้แต่สมัยก่อนจะตามมาทันเอง นั่นเป็นสิ่งที่เหลือวิสัย ถ้าตายไปแล้วก็ไปเกิดบนสวรรค์ ถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกก็เป็นมนุษย์ที่ดี มีตาดี มีหูดี ปากดี จมูกดี ลิ้นดี กายดี ใจดี และบำเพ็ญคุณงามความดีให้เกิดขึ้น บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนาให้เกิดขึ้น มีนิสัยบารมีสร้างไว้ บำเพ็ญไปเรื่อย ๆ พอแก่กล้าก็สำเร็จพระนิพพาน
ผู้มีศรัทธาความเชื่อ ความเลื่อมใส บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา ผู้นั้นจะได้บุญได้กุศล ถ้าตายไปแล้วบุญกุศลจะให้เกิดความสุขแก่ผู้นั้นให้ไปสู่สุคติ มนุษยสุข สวรรคสุข นิพพานสุข ถ้ายังไม่ถึงพระนิพพานบุญกุศลที่ตนเองได้ทำไว้ก็จะเป็นอุปนิสัยที่ตามรักษาคุ้มครองบุคคลนั้น ให้ประสบแต่ความสุขความเจริญในสุคติ มีมนุษยสุข สวรรคสุข นิพพานสุข ถ้าบุคคลผู้นั้นหมั่นขยันเพียรบำเพ็ญไม่ยุดหย่อน อาจถึงนิพพานสมบัติในชาติปัจจุบัน หรือในชาติต่อ ๆ ไป เพราะฉะนั้นผู้บำเพ็ญบุญกุศล บำเพ็ญคุณงามความดี ท่านจึงว่า มีเทวธรรม เทวดาคอยอภิบาลรักษาให้อยู่เย็นเป็นสุข ให้ปราศจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง "ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม" ไม่ให้มอันตราย ไมให้ตกไปในที่ชั่ว ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมไปอยู่ที่ไหนย่อมไม่มีอันตราย ปลอดภัย
ดังนั้น เราจึงไม่ควรสงสัยเรื่องเทวดาตามมาอธิบาลรักษาหรือไม่ คุณงามความดีของเรานี่แหละ เป็นเทวดารักษาเรา เทวดาคุ้มครองเรา เทวดาก็คุ้มครอง เวธรรมคืออะไร "หิริ" คือ ความละอายสิ่งที่ชั่วสิ่งที่เป็นบาป "โอตตัปปะ" คือความสะดุ้งกลัว ความเกรงกลัวในสิ่งที่ชั่ว สิ่งที่เป็นบาป เมื่อเราไม่ทำความชั่ว คุณงามความดีของเรานั่นแหละรักษา ภายในเรามีคุณงามความดีรักษา ภายนอกเราก็มีเทวดารักษา เหมือนนิทานที่เล่ามานั่นเอง เราไม่ต้องสงสัย
|
|
|
|
| |
ปุจฉา: ขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า เวลาที่ยังลืมตาอยู่รู้สึกเหมือนมีภวังคสมาธิค้างอยู่ และขณะเดียวกันก็สามารถพูดคุยเรื่องหนึ่งได้ คือถ้าหลับตาก็เรียกว่าเข้าสมาธิ แต่นี่ลืมตาและรู้สึกเหมือนแบ่งเป็น 2 ภาค ภาคหนึ่งเหมือนเป็นสมาธิ อีกภาคหนึ่งพูดคุยกับคนอื่นได้ตามปกติ เช่นนี้เรียกว่าเรามีสมาธิจิตอยู่เหมือนกันใช่ไหมคะ
วิสัชนา: สมาธิต้องมีสติรู้อยู่กับตัวตลอดเวลา บางครั้งก็เผลอ ๆ ไปบ้างเป็นธรรมดา แต่ถ้ามีความเพลิดเพลินก็เป็นอันตราย
ปุจฉา: ทำไมบางคนภาวนาแล้วเขามีนิมิตเห็นโน่นเห็นนี่ แต่อย่างผม ภาวนาไปไม่เคยเห็นอะไรเลย
วิสัชนา: นิสัยของคนไม่เหมือนกัน อย่างจิตของท่านอาจารย์ใหญ่มั่นท่านไปเรียนถามอาจารย์เสาร์ว่า "จิตของผมเดี๋ยวขึ้นพรหมโลก เดี๋ยวลงนรก เดี๋ยววิ่งไปโน่นมานี่ จิตของท่านเป็นอย่างไร" ท่านอาจารย์เสาร์ตอบว่า "จิตของผมเรียบ ๆ ไปเลย " มันไม่เหมือนกันหรอกเรื่องจริตนิสัย
ปุจฉา: ขอให้ท่านอาจารย์ กรุณาอธิบายถึงอารมณ์เวลาอยู่ในฌานมีลักษณะอย่างไร
วิสัชนา: ฌาน คือการเพ่ง ฌานในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า ท่านเจริญฌานสติปัฏฐาน พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ถ้าฌานนอกศาสนา คือ ฌานอยู่เฉย ๆ จิตมันลงไป วางอารมณ์หมด ฌานแบบนี้เปรียบเหมือนหญ้าที่มีหินทับอยู่ ถ้าเอาหินออกหญ้าก็งอกออกมา ฌานนอกสติปัฏฐานเป็นอย่างนั้น อย่างฤาษีจากกษัตริย์บวชเป็นฤาษีอยู่ 20 พรรษา เจริญฌานได้สำเร็จ ฌาน 4 จิตอยู่เฉพาะจิต เฉย ๆ เข้าใจว่าถึงที่สุดแล้ว แต่ที่แท้ วันหนึ่งเหาะผ่านพระราชวังเห็นผู้หญิงสวยเข้า เกิดความรัก ฌานเสื่อมตกลงจากอากาศลงมาเลยก็มี วิธีให้จิตอยู่เฉย ๆ เราจะบริกรรมอันหนึ่งอันใดก็ได้ เพ่งกสิณก็ได้ เพ่งมีอารมณ์อันเดียว มีความหมายตั้งจิตข้างหน้าเป็นผู้บังคับจิตให้รวม เพ่งจิตนั้นให้รวมนี้เรียกว่าความสุข ทีนี้จิตถอนจากอันนั้น ก็มาถึงความสุขอันนั้นรวมเป็นอารมณ์หล่อเลี้ยงจิตให้มีความสุข แต่ฌานในพระพุทธศาสนานั้นใช้วิธีบังคับสติให้พิจารณาอยู่ในไตรลักษณ์ในสัจธรรม
ปุจฉา: บางคนเจริญฌานอย่างนั้นจนชำนาญแล้ว ก็ไปติดเพลิดเพลินอยู่ในฌานนั้น อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า เหมือนถอนหญ้าที่มีหินทับไว้ แต่บางท่านก็บอกว่าก่อนจะไปพิจารณาต้องบำเพ็ญฌานให้ชำนาญเสียก่อน และท่นอาจารย์บางองค์เคยสอนว่า ต้องภาวนาให้มีพลังสักระยะหนึ่งก่อนแล้วค่อยพิจารณา เหมือนจะปลูกบ้านต้องวางรากฐานใหแข็งแรงเสียก่อน
วิสัชนา: ก็แล้วแต่จริตของบุคคล พระโยคาวจรเจ้าบางองค์จิตรวมก่อน เมื่อจิตถอนแล้วจึงพิจารณา บางองค์พิจารณาก่อนแล้วจิตจึงรวม บางองค์พิจารณาแล้วขาดไปเลย มันไม่เหมือนกันหรอก พระอรหันต์แต่ละองค์ยังมีวาสนาบารมีต่างกัน บางองค์นั่งฟังพระพุทธเจ้าเทศน์ก็สำเร็จในที่นั้นเลย บางองค์บำเพ็ญภาวนาเสียก่อนเมื่อมาฟังเทศน์ ก็พิจารณาแล้วพิจารณาเล่าจึงจะไปได้ จิตของท่านอาจรย์มั่นท่านว่า จิตรวมก่อน จิตของท่านอาจารย์อีกองค์หนึ่งว่าพิจารณาก่อนจึงรวม อีกองค์หนึ่งว่าพิจารณาลงขาดไปเลย กิเลสมันขาดเป็นระยะไปเลย เลยหมดไปเลย มันต่างกัน นิสัยวาสนาบารมีที่บำเพ็ญมานั้นต่างกัน เราพูดมันยาก บางท่านมีฐานมาดีแล้ว สมมุติท่านฟังเทศน์ ท่านพิจารณาของท่านจิตของท่านก็ขาดไปเลย ฐานของท่านดีแล้ว
จริตของเราเป็นอย่างนั้นแหละดี ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าไม่ตั้งมั่นก็ไปไม่ได้ ถ้าไม่มีกำลังก็ไปไม่ได้ ตรัสรู้เร็ว ปฏิบัติง่าย ตรัสรู้เร็ว ปฏิบัติยาก ตรัสรู้ยาก ปฏิบัติง่าย ตรัสรู้ยาก ปฏิบัติยาก มีดังนี้
ปฏิบัติง่าย รู้ได้ง่าย ไม่ลำบาก
ปฏิบัติง่าย ตรัสรู้ยาก คือจิตมันสงบยาก มันรู้ยาก
ปฏิบัติยาก รู้ได้เร็ว รู้ง่าย
ปฏิบัติยาก ตรัสรู้ยาก ได้ตรัสรู้แต่มันก็ยาก
มีแค่นี้นิสัยของสัตว์โลก จะให้เหมือนกันมันไม่เหมือนกันหรอก บางท่านเป็นผู้มีตาทิพย์ ดูพรหมโลกได้ ดูนรกได้ ดูเทวดาได้ อย่างพระโมคคัลลานะ หรือพระอนุรุทธะ ตอนพระพุทธเจ้าจะเสด็จปรินิพพาน องค์อื่นจำต้องคอยถามท่านพระอนุรุทธะ ท่านมีทิพยจักษุเป็นเลิศที่สุดในบรรดาสาวก องค์อื่นไม่เทียบเท่ากับท่าน ดูแต่พระอรหันต์ยังไม่เหมือนกัน พวกเราก็ไม่ต่างกันกับท่าน บางคนจิตหยาบ บางคนละเอียด ที่เขาละเอียดเขามีพื้นฐานดีแล้ว พอเขาเจริญภาวนาเขาก็ได้เลย ตัดไปเลย
พวกเราก็ต้องพยายามบำเพ็ญความเพียรกันไป อย่าทอดทิ้งความเพียร วันหนึ่งผลสำเร็จก็ต้องเป็นของเรา ถึงจะไม่ถึงที่สุดในชาตินี้ แต่ก็จะเป็นนิสัยปัจจัยติดตัวเราไปในชาติหน้าภพหน้า ขอให้บำเพ็ญต่อไปเถอะ
|
|
|
| |
ปุจฉา: ขอกราบเรียนถามในเรื่องระเวสสันดร มีตอนหนึ่งกัณหาชาลีถูกชูชกเฆี่ยนตีต่อหน้าพ่อ ก็ตัดพ้อพระเวสสันดรตอนหนึ่งว่า "กุมาร กุมารีใดไร้นิราศ ปราศจากพ่อ ยังแต่แม่ผู้เดียว ก็พอแลพอเหลียว ชื่อว่าผู้พร้อมทั้งบิดาและมารดา ทาริกา ทารกผู้ใดไร้นิราศ ปราศจากแม่ ยังแต่พ่อผู้เดียว ก็เปล่าเปลี่ยว ได้ชื่อว่าสูญสิ้นทั้งบิดาและมารดา" เฉพาะนางกัณหายังบอกขอลาว่า "พระบิดาอย่าได้น้อยพระทัยเลย พระคุณเอย.. อน่าว่าลูกนี้ล่วงมาดูถูกที่จะได้กลับมาเป็นพ่อลูกกันสืบไปนั้น... คงไม่มีอีกกระมัง" เพราะอธิษฐานอย่างนั้น ชาติหน้านางกัณหาจึงไม่ได้มาเกิดเป็นลูกพระพุทธเจ้าอีก ใช่ไหมคะ
วิสัชนา: เขาไม่ได้อธิษฐานหรอก เขาร่ำไรรำพันให้พ่อฟัง คือว่า โบราณกุมารกุมารีใดปราศจากแม่ ยังแต่พ่อคนเดียวก็จะเปล่าเปลี่ยวเพราะปราศจากหมด ถ้ากุมารกุมารีใดปราศจากพ่อ ยังแต่แม่ผู้เดียวก็ถือว่ามีพร้อม มีพร้อมเพราะว่าบิดานี่ถึงอบรมลูกอย่างไรก็ไม่ถึงใจ แต่มารดานั้นอบรมลูกถึงใจ เลี้ยงลูกถึงใจคุณของมารดานั้นมีมากหาประมาณมิได้ เพื่อให้พ่อสลดใจกัณหาจึงแกล้งว่า อย่าว่าลูกประจานหน้าพ่อเลย อย่าว่าลูกดูถูกดูหมิ่นเลย
ปุจฉา: "ชาติหน้าก็คงไม่ได้พบกันอีกแล้ว" มีประโยคนั้นต่อไหมเจ้าคะ
วิสัชนา: ไม่มี คงจะว่า จะได้กลับมาเป็นพ่อลูกกันอีกในชาตินี้คงจะไม่มีหวังแล้ว เพราะกลัวว่าพราหมณ์จะฉีกเนื้อฉีกเลือดกินเป็นอาหารในกลางทาง จะได้กลับมาเห็นหน้าพ่อลูกกันอีกนั้น เห็นจะไม่มีทางแล้ว ว่าอย่างนั้น
ปุจฉา: แต่พอดีชาติหน้ากัณหาก็ไม่ได้เกิดจริง ๆ
วิสัชนา: ได้เกิด แต่ชาลีนั้นเขาไม่ได้ปรารถนา เขาไม่ได้โกรธในพ่อ แต่ก็อาจจะเป็นกรรมเป็นเวรของพวกเขา ที่นางกัณหาเกิดชาติไหนก็มีแต่อธิษฐาน ๆ ชาติหน้าไม่มาเกิดหรอก กัณหาไม่ปรารถนามาเกิด แต่กรรมยังไม่หมดจึงต้องมาเกิดอีก ได้มาเกิดในตระกูลเศรษฐี ชาลีนี่ไม่ได้อธิษฐาน
ปุจฉา: แต่กัณหาเป็นคนตัดพ้อว่า ที่จะได้กลับมาเป็นพ่อเป็นลูกกันสืบไปอีกนั้นเห็นจะไม่มีอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ก็เพราะคำตัดพ้ออันนั้นถึงไม่ได้มาเกิดเป็นพ่อลูกกันอีก กับพระเวสสันดรหรือพระพุทธเจ้า ใช่ไหมเจ้าคะ
วิสัชนา: อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ เด็กน้อยถูกตีหลาย เจ็บปวด ก็รำพันไป เหตุที่กัณหาชาลีถูกพราหมณ์ตีเพราะว่า สมัยก่อนกัณหาชาลีเป็นสามีภรรยากัน ไปฆ่าวัวแก่ตายเนื่องจากเอาของใส่หลังต่างไป ทีนี้กลัวจะไม่ทันเวลาไปจ่ายสินค้าหรือซื้อสินค้า วัวอยากกินหญ้ากินน้ำก็ไม่ให้กิน ตีไปเร่งไปเลยไปถึงจุดที่หมายถึงให้กิน เป็นอย่างนี้ เรื่องของกรรม จึงว่ากัณหาชาลีเป็นพ่อค้า พราหมณ์ชูชกเป็นวัวต่างในสมัยนั้น มีแต่ตีเคี่ยวเข็ญไปเรื่อย เพราะกลัวจะไม่ทันเวลา
ปุจฉา: กัณหาชาลีสองคนนี้ที่เป็นพี่น้องกัน ก็เคยเกิดเป็นสามีภรรยากันด้วยหรือ
วิสัชนา: เคยซิ ชาติในเวสสันดรชาดกนั้น ต่อไปก็เป็นสามีภรรยากัน แต่งงานกัน
ปุจฉา: ที่ว่าชาติก่อนกัณหาชาลีเคยตีชูชก และชาติต่อมาชูชกตีกัณหาชาลี แล้วชาติต่อไปเป็นอย่างไร
วิสัชนา: เขาพ้นไปแล้ว กรรมสนองกรรม คือจากชาตินั้นพวกกัณหาชาลีไปอยู่ในชั้นดุสิต สร้างบารมีเต็ม แล้วไปเกิดเป็นมนุษย์ พอเกิดเป็นมนุษย์ด้พบพระพุทธเจ้าไม่นานก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ชาลีก็เป็นพระราหุล กัณหาเป็นนางอุบลวรรณาเถรี ชูชกน่ะมาเกิดเป็นพระเทวทัต
ปุจฉา: ท่านอาจารย์เจ้าคะ ทำไมชูชกลงมาเกิดเป็นพระเทวทัตคะ
วิสัชนา: แกก็สร้างกรรมไว้ทุกชาติ สร้างกรรมทำเช่นนี้มาทุกชาติ แต่ก็มีศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใสแฝงอยู่ แต่ว่าเป็นความทุจริต
ปุจฉา: เอา! ทำไมต่อไปภายหน้าพระเทวทัตจึงได้เป็นพระปัจเจกได้คะ
วิสัชนา: คือว่าตอนนั้นแกเห็นโทษของตนเอง เกิดความสลดใจ แกมาเห็นโทษของตนเองจึงขอขมาโทษพระพุทธเจ้า พระเทวทัตมีศรัทธาออกบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา แต่ก็มาทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ทำร้ายพระพุทธเจ้า แต่ผลที่สุดไม่สำเร็จ สุดท้ายเลยมาพิจารณาเห็นโทษของตนจึงให้ลูกศิษย์หามมา หามมาก็พอดีบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยอานิสงฆ์อันนี้ อานิสงฆ์ที่ขอขมาพระพุทธเจ้าแล้วก็เห็นโทษของตนแล้วก็ถวายชีวิต พระเทวทัตจึงจะได้มาตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในภายหลัง
ปุจฉา: สงสัยนิดหนึ่งอย่างที่เคยได้ยินว่า ผู้ที่ทำให้พระพุทธเจ้าถึงห้อพระโลหิตนี่จะไม่มีทางได้เป็นพระอรหันต์ไม่ใช่หรือคะ แต่ว่าพระเทวทัตนี่ก็ทำกรรมอันนี้ แต่กลับจะได้เป็นพระปัจเจกต่อไปข้างหน้า ดีกว่าพระอรหันต์เสียอีกนี่ มันไม่ขัดกันหรือเจ้าคะ
วิสัชนา: ไม่ขัด มันไม่ขัด ท่านเสวยกรรมอันหนักนั่น ที่ว่าไม่มีทางได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ นั่นหมายถึงไม่มีทางเป็นในชาติปัจจุบันได้
ปุจฉา: หมายความว่าไม่สำเร็จในชาตินี้ แต่ต่อไปถ้ารับกรรมตกนรกอเวจีและสร้างบารมีต่อไปเรื่อย ๆ แล้วก็อาจจะกลับสำเร็จไปได้ และอย่างองคุลิมาลที่ฆ่าคนเป็นร้อย ๆ คน ทำไมถึงบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในชาติปัจจุบัน
วิสัชนา: เพราะว่ากรรมอันนี้เป็นด้วยคนหลอกลวง บุคคลอื่นทำลายเกียรติศักดิ์หรือคุณงามความดีขององคุลิมาล องคุลิมาล หรือ อหิงสกะ นี่เรียนเก่งในจำนวนนักเรียน 500 คน อาจารย์ก็รักเพราะว่าองคุลิมาล เป็นผู้ปฏิบัติใกล้ชิดอาจารย์ เคารพอาจารย์มาก และก็สอบได้ที่ 1 ของนักเรียน พวกนักเรียนก็เลยอิจฉาพยาบาทซัดทอดบอกอาจารย์ว่า นักเรียนคนนี้ต่อไปจะแข่งดีอาจารย์ จะทำลายอาจารย์ ขอใหอาจารย์กำจัดเสียฆ่าเสีย อาจารย์ก็ว่าฆ่าอย่างไร ฆ่าลูกศิษฐ์ไม่ได้ เลยทำอุบายบอกว่า ยังมีอีกวิชาหนึ่งถ้าเรียนจบของอาจารย์ได้ก็จะเรียนเก่งมาก วิชานั้นเป็นของที่ทำยาก ถ้าเรียนได้แล้วจะต้องเป็นเจ้าโลก รู้ว่าเขามุ่งหวังจะเป็นเจ้าโลก อาจารย์ก็หาอุบายให้คนอื่นเขาฆ่า โดยหลอกองคุลิมาล ว่าก่อนจะเรียนวิชานี้ได้ต้องไปหานิ้วมือมนุษย์มา 1,000 นิ้ว ให้ได้ก่อน มีข้อแม้ว่านิ้วหนึ่งก็ให้เอามาจากคนหนึ่ง ได้ครบ 1,000 นิ้วแล้วให้กลับมา อาจารย์จะสอนวิชาให้ได้เป็นเจ้าโลก
เอ!... องคุลิมาล คิด เอ! เราเกิดในตระกูลสูง อาจารย์ไม่ควรทำบาปอย่างนี้ ตระกูลเราไม่เคยทำ แต่ที่เรามุ่งหน้ามาเรียนวิชานี่เพราะบิดามารดาส่งมาเพื่อจะได้เรียนวิชาชั้นสูงพิเศษ ถ้าเราไม่ทำเราก็ไม่ได้วิชา ไม่ได้เป็นเจ้าโลก จำเป็นเราต้องเอา ไม่ฆ่าโดยเจตนา ทีแรกก็ขอเขาแต่ใครจะไปให้ เมื่อไม่ให้ก็ต้องฆ่าเอา ตัดเอาคนละนิ้ว คือไม่ฆ่าโดยเจตนา ฆ่าเพราะหลงก็เหมือนอย่างทหารนี่ ยกทัพจับศึกกันนี่ ทุกคนจะยิงกัน ตายกันเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่น เพราะเขาไม่เจตนา ทำตามคำสั่งผู้อื่น แต่ผู้ออกคำสั่งไปตกนรกอย่างพระเตมีย์ ผู้สั่งก็เหมือนกัน ถ้าไม่ทำอย่างนั้นข้าศึกมันก็เข้ามาเบียดเบียน ก็หมายความว่าถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็ไม่ได้ มันเดือดร้อนกันหมด
ปุจฉา: พระองคุลิมาลคงทำบารมีชาติก่อน ๆ ไว้มากเหมือนกันใช่ไหม
วิสัชนา: มี พระพุทธเจ้าท่านพิจารณาแล้ว องคุลามาลนี่เคยสร้างบารมี มีนิสัยเป็นอรหันต์อยู่ แต่ขณะนี้จิตหยาบกระด้างโหดเหี้ยมแล้ว เพราะฆ่าคนมามาก เก็บนิ้วไว้ ไม่รู้จะเก็บที่ไหนก็ร้อยไว้เป็นพวงมาลัย ขณะนั้นได้นิ้วมา 999 นิ้วแล้ว ขาดอีกนิ้วเดียวก็จะครบพัน ก็หมายความว่าฆ่ามาแล้ว 999 คน ขาดอีกคนหนึ่งจะครบพันคน พันชีวิต และวันนั้นมารดาขององคุลิมาลก็จะออกไปหาลูก ลูกพบก็จะฆ่ามารดา เพราะวันนั้นจะพลบแล้ว ถ้าใครมาก็จะฆ่าเอาแล้วไม่ว่าพ่อว่าแม่ ใครๆก็ตาม ยังอีกนิ้วเดียวเท่านั้นจะสำเร็จแล้วนี่
พระพุทธเจ้าพิจารณารู้ว่าวันนี้มารดาขององคุลิมาลจะไปส่งอาหาร ไม่ได้...องคุลิมาลนี่จะฆ่ามารดา จำเป็นเราตถาคตจะไปก่อนออกไปก่อนมารดา เพราะถ้าองคุลิมาลทำมาตุฆาตคือฆ่ามารดา นิสัยอรหันต์ก็จะสิ้นไปทันที ต้องตกนรกอเวจี และตอนนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลจะยกกองทัพไปปราบโจรองคุลิมาล ไปตั้งทัพไว้นอกวัดเชตวัน พระพุทธเจ้าก็เสด็จไปทรมานก่อน องคุลิมาลเห็นพระพุทธเจ้าคิดว่า โอ้...บุรุษคนนี้สวยงาม เราจะเอานิ้วมือให้ได้ ก็ถือดาบวิ่งตามไป พระองค์อธิษฐานให้องคุลิมาลเต้นขยอกๆอยู่ที่เก่า เขย่าอยู่นั่น ที่ว่าไล่ตามไปไม่ใช่ อธิษฐานให้องคุลิมาลเต้นยึกๆคล้ายๆว่าตัววิ่งอยู่เรื่อยๆ พระองค์ดำเนินไปช้าๆองคุลิมาลวิ่งตามเท่าใดก็ไม่ทัน จนเหนื่อยจึงโกรธร้องว่าพระพุทธเจ้าว่า "หยุด หยุด สมณะ สมณะ สมณะ หยุด" นานๆเข้าพระองค์ก็ว่า "เราหยุดแล้ว เธอซิไม่หยุด" "หยุดทำไมวิ่งไป สมณะพูดปด" เราไม่ใช่หยุดนิ่ง เราหยุดทำบาป เธอยังไม่หยุดทำบาป เธอไม่หยุดฆ่าคน องคุลิมาลฟังแล้วรู้สึกว่าตนผิด จึงวางอาวุธ
ปุจฉา: แล้วอาจารย์ที่สั่งให้ไปฆ่า อันนี้อาจารย์ก็ผิดมากใช่ไหมเจ้าคะ
วิสัชนา: คืออาจารย์ไม่ได้สั่งฆ่าคน แต่สั่งตัดเฉพาะนิ้วเฉย ๆ ถ้าเอานิ้วมือเขาแล้ว เขาไม่ห้เขาก็คงฆ่าองคุลิมาล เจตนาให้คนฆ่าองคุลิมาล แต่ก็ไม่มีใครฆ่าองคุลิมาลได้ องคุลิมาลกลับสามารถฆ่าคนได้เกือบจะถึงพันหนึ่ง ขาดอยู่คนเดียว พอดีพระพุทธเจ้าเสด็จไปทรมานสำเร็จ
การที่องคุลิมาลไม่ได้มีจิตตั้งใจคิดฆ่าคนนี้เป็นสัจจะความจริง ฉะนั้นต่อมาภายหลังเมื่อองคุลิมาลพบหญิงมีครรภ์เจ็บท้อง อย่างน่าสงสารจึงอิษฐานน้ำล้างที่นั่งให้หญิงนั้นกิน โดยว่า "ตั้งแต่เราเกิดมา ไม่เคยแกล้งปลงสัตว์มีชีพจากชีวิต ด้วยอำนาจการกล่าวคำสัตย์นี้ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่าน โหตุ โสต.ถิ คพ.ภส.ส" ว่าแค่นั้นหญิงนั้นก็คลอดลูกออกมาโดยง่าย คาถาของพระองคุลิมาล โหตุ โสต.ถิ คพ.ภส.ส ให้ผู้หญิงคลอดลูกง่ายยังคงใช้แพร่หลายกันจนเดี๋ยวนี้
|
|
|
| |
ปุจฉา: องคุลิมาลท่านก็ต้องมีสัจจบารมีมากซีคะ
วิสัชนา: เรื่องเหล่านี้จึงได้เรียกว่า สังขารของเราไม่เที่ยง ราคะสังขาร โทสะสังขาร โมหะสังขาร ก็ล้วนเป็นสังขารเป็นของไม่เที่ยงไม่แน่นอน มันวางกันได้ พอเราวางได้มันก็หมดเรื่อง ที่เราวางไม่ได้มันติดพันกันอยู่ ลำบาก แก้ไม่ตก องคุลิมาลนี่เมื่อเวลาบวชแล้วมานั่งภาวนา พวกนิมิตทั้งหลายผีปีศาจถือหอกถือดาปจะมาแทงจนกลัวแก้ไม่ตก จึงไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านให้ละ อย่าไปถือเป็นอารมณ์ ต่อมาจึงบำเพ็ญจนสำเร็จอรหันต์
ปุจฉา: เพราะฉะนั้นเวลาเรานั่งภาวนาถ้าเราเห็นภาพนิมิตน่ากลัว พวกนี้เราต้องละไม่รู้ไม่ชี้ใช่ไหมครับ
วิสัชนา: คำว่า "ละ" หมายความว่า อย่าไปติดมันอย่าไปยึดมัน รู้ก็ไม่เป็นไร เหมือนอย่างเราเห็นคนสวยคนงาม เราก็รู้ว่าคน ๆ นั้นสวย คนนั้นงาม แต่อย่าไปติดความสวยความงามของเขา อย่าไปวิ่งตามคนสวยคนงาม อย่าไปรักคนสวยคนงาม วางตัวเฉย ๆ ถ้าไปรักนั่นกำหนัดอยู่นั่นไม่สบายแล้ว หรืออย่างเห็นคนที่ไม่ดี คนกลั่นแกล้งเรา เราก็ชังคนนั้น แต่อย่าไปติดตามชังมัน ให้ละมัน รู้ว่ามันชังเราก็ละ อย่าให้เป็นโทษ ถ้ามันชัง แล้วเรามัวแต่เอาความชังมาปลุกปล้ำใจของเราก็เลยเกิดเป็นโทษ ก็เบียดเบียนกันใช่ไหม
ปุจฉา: เพียงแต่ "ชัง" ยัง "ชัง" ได้หรือเจ้าคะ นึกว่าเราควรเพียงรู้ว่าเขาไม่ดีเท่านั้น แต่เราไม่ควรต้องไปชังเขา
วิสัชนา: ทำได้อย่างนี้ก็ดีซิ รู้ว่าไม่ดี ไม่ชังก็ดีแล้ว ปัญญาคนเรามันมีหลายขั้น ขั้นหนึ่งรู้ไม่ดีก็ยังไปเกลียดไปชังไปเบียดเบียนเขา นี่ปัญญาขั้นหนึ่ง ส่วนอีกขั้นหนึ่งถ้าเห็นว่าเป็นคนไม่ดีก็เพียงแต่รู้ว่าไม่ดี ไม่ต้องชังเขา ละมันเสีย นี่คนละขั้น คนละระดับ ใจคนมันต่างกัน ใจดี ใจดำ ใจก่ำ ใจขาว ใจยาว ใจสั้น ใจแคบ ใจกว้าง ใจเพชร ใจพลอย ใจแก้ว เป็นอย่างนั้น
ปุจฉา: ใจยาว ใจสั้น ใจขาว ใจดำ เป็นอย่างไร
วิสัชนา: คนใจยาว หมายถึงว่าใจมันก็ดี อย่างเขามาเป็นหนี้เป็นสินเรา มาขอผ่อนก่อนครับ ผมยังหาเงินไม่ทัน เออ... เอาไว้ต่อ ๆ ไปก็ได้ ยืดไปเรื่อย ๆ ผ่อนผันเขา พูดง่าย ๆ นี่เป็นคนใจยาว ให้อโหสิกรรมไปเรื่อย ๆ ไม่เอาโทษ เอากรรมเขา ไม่บีบบังคับเขา เข้าใจไหม นี่คนใจยาว ถ้าคนใจสั้นก็เอาเดี๋ยวนั้นแหละ เอามาซี ไม่เอื้อเฟื้อผ่อนสั้นผ่อนยาวให้ใคร ส่วนคนใจขาวก็ใจสะอาด ใจไม่มีมลทิน และคนใจดำก็ใจอำมหิต
ปุจฉา: แล้วใจเพชร ใจพลอย ล่ะครับ
วิสัชนา: ใจเพชร นี่หมายถึงว่าใจดี ใจบริสุทธิ ไม่กลับกลอกหลอกหลอน เป็นเพชร ใจพลอย ก็คล้าย ๆ กันนั่นแหล่ะ ประเภทผู้ละ น้อง ๆ ใจเพชร ใจเพชรก็แค่โสดา สกิทา อนาคา ใจพลอย ก็คือจุลโสดา น้องชายโสดา
ปุจฉา: ท่านอาจารย์บอกว่า จิตใจสะอาดบริสุทธิ์แล้วนี่ จิตเป็นแก้ว ยังไง ๆ ก็เป็นโสดาเลย โสดาแล้วบางคนบอกว่าถ้าจิตใสเป็นดวงแก้วเป็นอรหันต์ด้วยซ้ำไป
วิสัชนา: มันใสก็ใสต่าง ๆ กัน ใสอย่างหมดมลทินหมดกิเลส ใสอีกอย่างหนึ่งมันไม่หมด มันมีเป็นอาสวะนอนอยู่ เวลาจิตลงไปมันก็ใสถอนมาก็เป็นจิตธรรมดา ใสเฉพาะตอนปรุงแต่ง ของพระโสดาสกิทาคา ปัญญาของท่านมันดี ไม่หลอก ของพระอรหันต์ท่านบริสุทธิ์เป็นแก้วแล้ว
ปุจฉา: ส่วนมากคนสมัยใหม่จะนึกว่า เรื่องสมัยพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องแต่งเติมเสริมขึ้น เป็นเรื่องนิทาน ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ก็ยังเขียนบ่อย ๆ ว่าชาดกนั้นเป็นนิทาน เขานึกว่าเป็นเรื่องเขียนเล่นกันทั้งนั้น
วิสัชนา: ธรรมดา ปุถุชนนี่เขาไม่เชื่อง่ายหรอก ใคร ๆ ก็เหมือนกันแหละ
ปุจฉา: แล้วทำไมท่านอาจารย์เชื่อล่ะเจ้าคะ เหตุใดท่านอาจารย์จึงเชื่อว่าคำสั่งสอนนั้น ๆ เป็นของพระพุทธเจ้าจริง ๆ ที่จริงทุกคนเคารพพระพุทธเจ้า แต่ที่ไม่เชื่อเพราะ ไม่เชื่อว่า เรื่องอันนั้นเป็นคำของพระพุทธเจ้าจริง นึกว่าเป็นการเติมกันขึ้นมา อย่างนี้ท่านอาจารย์ก็ต้องรู้แจ้งมาก่อน เห็นจริงแล้วท่านอาจารย์จึงเชื่อ
วิสัชนา: เชื่อก็เชื่อเหตุเชื่อผลนั่นแหละ พระพุทธเจ้าท่านแสดงมีเหตุมีผล อย่างท่านว่าในร่างกายของเราเป็นของไม่สวยไม่งาม ถ้าดูเผิน ๆ มันก็งาม เห็นหน้าสวย ผิวสวย ปากสวย ตาสวย ถ้าเราดูละเอียดแล้วมันก็ไม่งามอย่างท่านว่า ใต้ผิวใต้หนังลงไปมันมีอะไรสวย ปากตานั่นอีกไม่นานก็เหี่ยวย่นเป็นกระดูกกลวงโบ๋ไปหมด เขาเชื่อกันอย่างนั้นจึงถึงสัจธรรมนี่แหละ เราจะเถียงท่านมันไปไม่ได้ จะว่างาม หากดูละเอียดมันก็ไม่งาม แม่นของท่าน อย่างการทำบาปนี่เป็นบาป ทำไปแล้วมันก็ร้อนอย่างไปฆ่าเขาดูซิ ไปลักขโมยของเขาดูซิ ที่เห็นอยู่นี่เป็นอย่างไร ติดคุกติดตะราง เดือดเนื้อร้อนใจใช่ไหม แต่ถ้าเราทำดี เราก็อยู่เย็นเป็นสุข สบายใจ
ปุจฉา: หลวงปู่ขาวเคยบอกว่า มนุษย์เราเคยเป็นพ่อเป็นแม่เป็นพี่เป็นน้องเป็นครูบาอาจารย์กันมาทุกคน ทุกคนเคยเป็นกันทั้งนั้น ไม่เคยที่จะไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะเราต่างเกิดกันมาเป็นอสงไขยชาติ นับชาติไม่ถ้วน ถ้าเป็นอย่างนั้นคนเราก็ไม่น่าจะเป็นศัตรูกัน ควรจะรักใคร่ปรองดองกัน แต่ทำไมคนถึงกลับไปเป็นศัตรูกัน
วิสัชนา: มันเป็นเรื่องของกิเลส กิเลสมันไม่แน่ อย่างภรรยาสามีทีแรกก็รักกัน ต่อมาก็ชังกัน เกลียดกันได้ ตีกัน ฆ่ากันได้
ปุจฉา: พวกนี้พอเกิดใหม่ก็เป็นศัตรูกัน
วิสัชนา: พวกกิเลสนี้มันไม่แน่ มันเป็นของไม่แน่นอน ยืนยันไม่ได้
ปุจฉา: เคยได้ยินประวัติว่า ท่านอาจารย์อยู่ที่ดงหม้อทอง และถ้ำจันทน์แห่งละหลาย ๆ ปี เป็นสถานที่น่าภาวนา ดีมากต่างกันอย่างไรเจ้าคะ
วิสัชนา: มันดีคนละอย่าง อยู่ดงหม้อทองภาวนาจิตรวมง่าย บางวันรวมตลอดวันตลอดคืน นั่งแล้วเอาปี๊บตั้งไว้ นั่งบนปี๊บตลอดคืนไม่ล้ม ไม่นอนตลอด 2 เดือน ทั้งกลางคืนกลางวัน เหตุที่ทำอย่างนั้นเพราะว่าจิตของเราลงไปแล้วมันนิ่ง ไม่รู้สึกตัว รู้ว่าจิตรวม ทีนี้พอออกพรรษาไปหาท่านอาจารย์ฟังเทศน์ ท่านให้พิจารณาบ้างเพราะจิตมันรวมพอแล้ว เราอย่าไปพัก ถ้ามีแต่พักมันเป็นโทษ ปัญญาไม่กล้า ปัญญาไม่มี เลยกลับมาถ้ำจันทน์ทีนี้ไม่ให้จิตมันลง มีแต่ค้นอย่างเดียว แต่มันดีคนละฐาน มีแต่ค้นกาย เล่นพิจารณากาย ไม่ให้จิตพัก แต่อย่างนั้นมันก็อยากลงอยู่ ความรู้สึกว่ามันจะพักอย่างเดียว เพราะมันเคยพักเคยสบายจนติดต้องแก้กันจนหาย
ปุจฉา: ตอนนี้ท่านอาจารย์ยังค้นอีกไหม
วิสัชนา: ก็ค้นซิ ทางปฏิปทาทางเดินก็ต้องเดินไป มันทิ้งไม่ได้ พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ทิ้ง ถ้าทิ้งอันนี้ก็เท่ากับทิ้งบาตร ก็เดินอยู่เรื่อย ๆ นั่นแหละ เหมือนเราได้หนังสือมาเล่มหนึ่ง เราก็ต้องดูหนังสืออยู่ตลอด อ่านหมดเล่มแล้วก็อดเอามาอ่านทบทวนไม่ได้
ปุจฉา: คนที่มีศีลไม่สมบูรณ์ จะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติภาวนาไหมคะ
วิสัชนา: ต้องเป็นอุปสรรคซี ศีลหมายถึงเจตนาวิรัติ วิรัติเฉพาะหน้า วิรัติปัจจุบัน เวลานี้เรามีศีลบริสุทธิ์แล้ว กายของเราก็บริสุทธิ์ วาจาของเราก็บริสุทธิ์ ใจของเราน่ะทำให้มันบริสุทธิ์ นี่มันสำคัญ แม้จะทำบาปทำกรรมมามาก ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมามาก แต่เราก็ยังไม่เกี่ยวข้องอยู่ นี่หมายความว่าเจตนาต้นมันยังอยู่ มันรับไม่ได้ ถ้าเห็นว่ามันเป็นบาปก็วิรัติงดเสีย ขาดไปแล้วก็แล้วไป
ปุจฉา: ถ้าเรามีความจำเป็นต้องพูดปด เพราะต้องการให้เขาเป็นคนดี เช่น มีอาชีพเป็นครูก็ต้องสั่งเด็กนักเรียนให้ทำงาน ทำการบ้าน ขู่ว่าถ้าไม่ทำครูจะตี ทั้งที่ใจจริงแล้วไม่ได้คิดจะตีนักเรียนเลย อย่างนี้จะถือว่าเราพูดปดไหมคะ
วิสัชนา: อ๋อ... อย่างนี้ไม่ถือเป็นพูดปด ธรรมดาบิดามารดาปกครองบุตร ครูปกครองนักเรียน ก็ต้องตี ต้องขู่ เพราะปรารถนาจะให้เขาดี พระอริยเจ้าท่านก็ใช้เหมือนกัน มันเรื่องของโลก บางคนต้องการใช้การขู่คำรามจึงจะเกรงกลัว แต่ภายในใจของเรามีเมตตาเต็มเปี่ยมเลย เจตนาเราไม่มีเราอยากให้เขาดีต่างหาก ให้เขารู้สึกกลัว มันไม่จัดว่าเป็นบาป เหมือนกับว่าเราว่าเราจะฆ่าเขา แต่เราไม่ฆ่า ยิ่งเป็นบุญเสียอีก อย่างพระพุทธเจ้าทำพรหมทัณฑ์แก่นายฉันนะ นายฉันนะเป็นคนหัวดื้อ ถือว่าตนเป็นผู้พาพระพุทธเจ้าเสด็จออกบวช ถือว่าเป็นผู้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้า สงฆ์ทั้งหลายจะว่ากล่าวตักเตือนอย่างไรก็ไม่เชื่อฟัง สงฆ์ทั้งหลายจึงมากราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ปล่อยไว้ จนกระทั่งเวลาจวนใกล้พระองค์จะปรินิพพานจึงได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า "อานนท์ เราจะทำพรหมทัณฑ์แก่ฉันนะภิกขุ ให้เธอประกาศแก่สงฆ์ อย่าให้สงฆ์ทั้งหลายสั่งสอนฉันนะภิกขุนี้ต่อไป อย่าว่ากล่าวตักเตือนเธอเลย ถ้าใครว่ากล่าวตักเตือนจะเป็นโทษ" ท่านพิพากษาไว้เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้วสงฆ์ทั้งหลายก็ประชุมกันทำพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะตามที่พระองค์ทรงสั่งไว้ พระองค์นั้นก็ไม่พูดด้วย พระองค์นี้ก็ไม่พูดด้วย ผลที่สุดพระฉันนะก็เกิดทุกข์ใหญ่ เห็นโทษของตนเองถึงกับร้องไห้เลย พระฉันนะละทิฏฐิมานะแล้วสงฆ์จึงสั่งสอนตักเตือนว่ากล่าว พระฉันนะท่านก็เลยบำเพ็ญไปถึงพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าท่านก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน
ปุจฉา: ท่านอาจารย์เจ้าคะ เราอยากจะออกปฏิบัติธรรมเพื่อหวังถึงที่สุดของทุกข์ ตามรอยเท้าครูบาอาจารย์ที่เราได้เคยได้ยินได้ฟังเรื่องของท่านมา ศรัทธาของเราก็เต็มเปี่ยมแล้ว แต่ยังมีภาระอยู่มาก ดูเผิน ๆ ก็เหมือนครอบครัวสุขสบายแล้วไม่ต้องห่วงอีกแล้ว แต่เราก็ยังคิดอีกว่าถ้าเราเข้าวัดไปแล้วครอบครัวที่อยู่ข้างหลังจะเป็นอย่างไร ลูกจะเป็นอย่างไร เผื่อเขาจะมีปัญหาที่ต้องการความช่วยเหลือจากเรา เราเคยจัดให้เขาแก้ให้เขาไปได้ ถ้าเราไม่อยู่แล้ว เขาจะทำอย่างไร เคยคิดว่าลูกโตแล้วก็จะปล่อยได้ เกิดมีหลานอีกห่วงหลานอีก ผู้หญิงน่ะมีหลายห่วงเจ้าค่ะ ห่วงสามี ห่วงลูก แล้วต่อไปก็ห่วงหลาน พยายามจะปลด.. หลุดเปลาะนี่มาต่อเปลาะโน่น ห่วงไปกังวลไป จะทำอย่างไร
วิสัชนา: จะทำอย่างไร...เราก็ต้องคิดเอง ใช้ปัญญาคิดดูซี ถ้าคิดจะออกปฏิบัติธรรม ว่ามีศรัทธาเต็มเปี่ยมแล้ว เปี่ยมอย่างไร เปี่ยมจริงก็ต้องออกได้แล้ว นี่ห่วงอีนุงตุงนังอยู่นี่...สิ่งที่ล่วงแล้วไปแล้วก็ให้มันล่วงแล้วไปไม่ต้องมาคำนึงถงวุ่นวายอีก สิ่งที่ยังไม่มาถึงก็อย่าไปคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เอามาคิดเป็นอารมณ์ ปรุงแต่งให้เป็นทุกข์ ให้คิดแต่ปัจจุบันแก้ปัจจุบันนี้
ทุกข์ทั้งหลายอยู่ในปัจจุบันนี้ อย่าขังไว้ ให้ปล่อยไป ทุกข์มันจะเกิดเพราะอะไร.. ก็เพราะความห่วง ความหวง ความหึง ปล่อยเสีย... เพราะความโศก ความเศร้า ความร้องไห้ร่ำไร รำพัน ปล่อยเสีย... เพราะการพลัดพรากจากคนที่รักคนที่ชอบใจ ปล่อยเสีย... เพราะความอยากเป็นโน่นเป็นนี่แล้วไม่สมหวัง เพราะไม่อยากเป็นไม่อยากมีในสิ่งที่เราไม่ชอบใจ เช่น ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากแก่ ไม่อยากตาย แต่มันก็ต้องเจ็บ ต้องแก่ ต้องตาย... ก็เป็นทุกข์เป็นร้อนไป ปล่อยเสีย... ถ้าไม่ปล่อยทุกข์มันก็ไม่หมด
ให้ดูปัจจุบันนี้ รักษาใจของเราให้มันดีในปัจจุบันนี้ ปล่อยทุกข์ให้หมด วางทุกข์ให้หมด อย่าไปพะวักพะวงข้างหน้าและข้างหลัง ข้างหน้า คือสิ่งที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต กลัวโน่นจะเกิด กลัวนี่จะเป็น กลัวไปสารพัด
ข้างหลัง คืออดีตที่ผ่านมา หวนระลึก หวนคิดแค้น หวนคิดอาฆาต หวนห่วง หวนอาลัย ต้องแก้ให้ได้ เวลานี้มาผูกเอาไว้หมด แก้ไม่ได้... ไม่แก้กันเลย
|
|
|
| |
ท่านอาจารย์ใหญ่มั่นท่านเคยเทศน์ไว้ว่า "แก้ให้ตกเด้อ... ถ้าแก้ไม่ตก คาพกเจ้าไว้ แก้บ่ได้แขวนคอต่องแต่ง แก้บ่พ้น คาก้นย่างย้าย คาย่างย้ายเวียนตาย เวียนเกิด เอากำเนิดในภพทั้งหลาย ภพทั้งสามเป็นเฮือนเจ้าอยู่"
พกไว้ที่ไหนล่ะ.. พกไว้ที่จิตที่ใจ อารมณ์ต่าง ๆ ถ้าพกไว้ที่นี่มันก็แขวนคอต่องแต่ง และ "คาก้นย่างย้าย" ไปมาก็ลำบาก ห่วงนั่นห่วงนี่ "ย่างย้าย" แปลว่าพะรุงพะรัง "เชือกผูกคอ ปอผูกศอก ปลอกผูกขา" เวียนตายเวียนเกิด เอากำเนิดทั้งสาม เกิดในกามภพ รูปภพ อรูปภพ... ภพทั้งสามเลยเป็นเรือนให้อยู่ตลอดไป เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด วนเวียนอยู่อย่างนี้ไปไหนไม่ได้ เพราะความห่วงเป็นเชือกผูกคอ ความรักเป็นเชือกผูกคอ ความชังเป็นเชือกผูกคอ ความหลงเป็นเชือกผูกคอ เป็นปอผูกศอก... เป็นปลอกผูกขา... ยุ่งอีนุงตุงนังไปหมด มันก็ไปไหนไม่ได้ เราลองแก้ดูซี.. ภาษิตมีว่าไว้
"ผู้แบกโลก อยู่ต่ำ
ผู้ค้ำโลก อยู่กลาง
ผู้วางโลก อยู่สูง
ผู้จูงโลก ยุ่งรุงรัง..."
จะอยู่ต่ำ จะอยู่กลาง หรือจะอยู่สูง หรือจะยอมยุ่งรุงรัง ก็ใช้ปัญญาพิจารณาดู
|
|
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|