อัฏฐธรรมปัญหา

โดย นักบินปีกเหลือง
ที่มาหนังสืออัดตโนประวัติ พระภัทรสีลคุณ (หลวงปู่เจริญ ราหุโล)
ภาพประกอบ จาก Interne
t

เมื่อผมได้ไปร่วมงานมุทิตาสักการะ หลวงปู่เจริญ  ราหุโล มีอายุครบ ๘๐ ปี ณ วัดป่ามณีกาญจน์ จ.นนทบุรี ผมได้รับแจกหนังสืออนุสรณ์ใน งานครั้งนี้มาเล่มหนึ่ง เมื่อได้อ่านดูแล้ว ก็พบว่ามีหลักธรรมที่ทรงคุณค่า ควรแก่การศึกษาและเผยแผ่มากมาย  โดยเฉพาะเรื่อง  อัฏฐธรรมปัญหา ซึ่งเรื่องอัฏฐธรรมปัญหานี้  สมเด็จพระเพทราชา ซึ่งเสวยราช สมบัติสืบต่อจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ดำรัสถามสมเด็จ พระพุทธโฆษาจารย์  วัดพุทไธสวรรย์  เมื่อวันอังคาร เดือน  ๘ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีมะเมีย  โทศก จุลศักราช ๑๐๕๒ (พุทธสักราช ๒๒๓๓)  ให้เฉลยปัญหาปริศนาธรรม ๘ ประการ  ผมอ่านแล้วชอบมาก จึงนำมาเสนอให้ ทุกท่านได้อ่านดู ดังนี้ ครับ

 

ปัญหาก็มีอยู่ว่า

๑.ทางใหญ่อย่าเที่ยวจร
๒.ลูกอ่อนอย่าอุ้มรัด
๓.หลวงเจ้าวัดอย่าให้อาหาร
๔.ไม้คดโกงอย่าทำกงวาน
๕.ช้างสารอย่าผูกกลางเมือง
๖.ถ้าอยากให้เป็นลูก ให้เอาไฟเผาสุมต้นให้ตาย
๗.ถ้าจะให้ล่มพึงบรรทุกแต่เบา
๘.ถ้าจะเรียนโหราให้ฆ่าอาจารย์ทั้ง ๔ ถ้าจะแก้ตาบอด หูหนวก  เป็นไบ้บ้า  พิกลพิการมาแต่กำเนิด  ต้องฆ่าพ่อแม่ผู้ให้ กำเนิด  บังเกิดเกล้าให้ตายเสียด้วย  จึงจะได้พระนิพพาน

ที่ปริศนา ทั้งนี้  ได้ทรงมีพระราชปรารภว่า
“อนึ่ง ข้าพระเจ้า ทุกวันนี้แสวงหาแต่ปฤษณาฉนี้    ด้วยข้าพระเจ้า ฉิบหายปัญญาขลาดนัก จะทำประโยชน์ในชั่วนี้ ข้าพระเจ้ากลัวไภย  ๔  ประการ  คือทุกคติไภย  กิเลศไภย  วัฏฏไภย  อุปวาทไภย  แลข้าพระเจ้าจะแสวงหาแต่ประโยชน์ซึ่งจะไปข้างหน้า  ทุกวันน ี้ข้าพระเจ้ามีเสบียง บรรทุกสำเภาพอเลี้ยงอาตมาไปกว่า จะถึงฝังฝากโน้น  ด้วยอยากแต่ต้นหนแลนายเข็ม  ด้วยต้นหน ข้าพเจ้านี้ชั่วนัก  แลสมเด็จเจ้าสิเป้นอาจารย์แห่งข้าพระเจ้า แลข้าพระเจ้าขอความรู้ที่จะปฤกษาต้นหน จะช่วยข้าพระเจ้าแล่น สำเภาไปถึงฝั่งฟากโพ้น  อย่าให้มีอันตรายกลางทางนั้นได้ กราบไหว้พระอาจารย์เจ้าออกมาเถิด” (เป็นภาษาโบราณครับ)
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  แสดงแก้เป็นข้อๆดังนี้
ข้อที่ ๑ ทางใหญ่อย่าเทียวจร
ข้อที่ ๒ ลูกอ่อนอย่าอุ้มรัด
ข้อที่ ๓ หลวงเจ้าวัดอย่าให้อาหาร
ข้อที่ ๔ ไม้คดโค้งเกะกะ อย่าทำกงวาน
ข้อที่ ๕ ช้างสารอย่าผูกกลางเมือง
ข้อที่ ๖ ถ้าจะให้เกิดผล  พึงสุมเผาต้น
ข้อที่ ๗ ถ้าจะให้ล่มบรรทุกแต่เบาๆ
ข้อที่ ๘ ถ้าจะรับรู้วิชาต่างๆ  พึงฆ่าอาจารย์  ถ้าจะให้ตาทิพย์  หูทิพย์  ใจทิพย์  พึงฆ่าพ่อแม่  ผู้ให้กำเนิดบังเกิดเกล้าเสีย

 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  ขอถวายพระพรเจริญพระราชสิริสวัสดิ์  พิพัฒนมงคล  พระชนม์สุข  จงทุกประการแด่  สมเด็จพระบรมบพิธ พระราชทานปริศนาธรรม ๘ ประการ  ให้อาตมาพิจารณาถวาย  อาตมาภาพยินดียิ่งนัก  ด้วยปริศนานี้  อาตมาภาพ มิได้พบ  มิได้เห็น แต่ก่อนมา  แต่จะได้ฟังก็หามิได้  พิจารณาตามกิจ คดีโลก โลกโวหาร ปริศนาเปียบเทียบ


๑. คำว่าทางใหญ่อย่าเทียวจร  แก้ว่า   ย่อหย่อนไปในทางกามารมณ์  เลวทราม  มีภัย  มากไปด้วยทุกข์  โทษของกามคุณ ตัณหา ยาวใหญ่กว้าง  โลกกว้าง  จักรวาลใหญ่โยชน์ยาว  กิเลสตัณหายาวลึกกว้างที่สุดยิ่งเดินทางกามคุณ  ยิ่งทุกข์ยาวยากไม่ได้สิ้นสุด  ทางใหญ่อย่าพึ่งเทียว คือ เทียวไปกับการลงโทษทำร้ายตนเองด้วยการทรมานตนเอง  ส่วนทางควรเที่ยวไป  ได้แก่สัมมามรรคมีองค์ ๘ 

 

๒. ลูกอ่อนอย่าอุ้มรัด  แก้ว่า ร่างกายยิ่งกว่าลูกอ่อน  เลี้ยงลูกอ่อนรู้เติบได้  แต่เลี้ยงร่างกาย  ให้กินอยู่หลับนอน  ก็มิวายจะให้โทษกับเจ้าของ  คือ  แก่  เจ็บ  ตาย  อย่าอุ้มรัด  คือ  อย่ามีอัตตวาทุปาทาน  ยึดถือ  อุ้มรัดตนเอง  ถือตนจัด  จนตาย เพราะถืออุ้มรัดตนเอง  ดุจลูกนกในมือ  เมื่อกำจับแรง นกก็ตาย

๓. หลวงเจ้าวัดอย่าให้อาหาร  คือ  จิตใจเป็นเจ้าอาวาส ในนครเมืองกาย  อาหารกาย กวฬิงการาหาร  ให้ทานอาหารดุจกินเนื้อบุตรตนเอง คือ  อย่าตะกละตะกราม  สวาปาม  มูมมาม ขาดโภชเนมัตตัญญุตา

อาหารคือผัสสาหาร  การสัมผัส  เย็น  ร้อน  อ่อน  แข็งไม่ระวังปล่อยจิต  ติดดื่มด่ำถลำไปกับสัมผัส ลืมตัว  เสียผ ู้เสียคน เสียการ ก้าวหน้า ศึกษา  ตัดอนาคต  ฆ่าตนเองอย่างเลือดเย็น

วิญญาณาหาร  นำมาชึ่งนามรูป  มีนามรูปก็เกิดผล  คือทุกข์ต่อไป

มโนสัญเจตนาหาร  คือ  เจตนาพอใจในภพชาติ  เป็นพิษร้ายของจิตใจ  เพราะภพชาติ ก่อตัวให้ทุกข์ไม่สิ้นสุด การตั้งปฏิสนธิในครรภ์มารดา  ดุจอยู่ในหลุมถ่านเพลิง  ดุจอยู่ในนรก  จมอยู่กับมูตรคูถ  อาหารการกินทางปาก  อยู่ในท้อง 

ผู้อ่านตั้งใจอ่านให้ดีที่พระพุทธเจ้า ตรัสว่า อาหารแบ่งเป็น ๕  ส่วนคือ

๑) ย่อยออกเหลือกากเดนเรียกของเก่า  อุจจาระ  ปัสสาวะ
สูญไปส่วนหนึง
๒) ย่อยสูญเปล่า  ส่วนหนึ่ง
๓) หมู่หนอนไชชอน  ช่วงชิงเอาไปกินส่วนหนึ่ง
๔) เตโชธาตุแผดเผาระเหย  สูญสิ้นไปส่วนหนึ่ง
๕) ที่เป็นประโยชน์อันเกิดจากอาหารชนิดดีจริงๆก็ส่งไป
เป็นพลังเลี้ยงร่างกายเป็นอาการ ๓๒ ของกาย

ผัสสาหาร   จักขุสัมผัส  โสตสัมผัส  ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส  สัมผัสทัง ๖ นี้ เรียกว่า อาหาร อาหารตา  อาหารหู อาหารจมูก  อาหารลิ้นชิวหา  อาหารกายสัมผัส  อาหารสัมผัสรสชาตทางใจ  อาหารทั้งหมดนี้  พระพุทธเจ้าตรัสว่า  เปรียบ
ประดุจไก่ถูกถอนขน  โคถูกถลกหนัง  แล้วเอาพริกเผ็ด เกลือเค็ม รดราด  คลุกกายของไก่   ของโค  เกิดเจ็บแสบเหลือจะทนทาน
ผู้ไม่สำรวจ  หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ถูกราคะโทสะ โมหะทิ่ม แทงเจ็บแสบหัวใจ  มีทุกข์แทบปางตาย  หรือตายไปเลย

มโนสัญเจตนาหาร  เจตนาพอใจ  ติดอยู่  ติดกิน  ติดนอน ติดผู้คน ติดลูกหลาน  ติดทรัพย์  ติดสามีภรรยา  ท่านเปรียบประดุจ ถูกทิ่มแทง ด้วยหอกดาบ อันคมกริบ ตลอดเวลา

วิญญาณาหาร  เกิดอยู่ในครรภ์ ในไข่  ก็ทุกข์อยู่  ดุจอยู่ ในหลุมถ่าน  เพลิงร้อนระอุตลอดเวลา  ทั้งหมดนี้ชื่อว่า  อาหาร ๔ ประการ ปฏิกูล ของชีวิต ๑๐ ประการ

๑. ปฏิกูลด้วยการแสวงหาอาหาร มิได้เดินไปบนพรมบนกลีบกุหลาบ

๒. ปฏิกูลด้วยการแปดเปื้อนด้วยมือ  ด้วยปากเคี้ยวกินอาหารเสียรสด้วยน้ำลายกับฟองฟอด  แต่ยังกล้ำกลืนเข้าไปจนได้

๓.ปฏิกูลด้วยที่อยู่ของอาหารเก่า  อาหารปะปนกัน  อาหารมิได้อยู่ในสุวรรณภาชนะ  แท้จริงอาหารอยู่ในกระเพาะสกปรก โสมม

๔. ปฏิกูลโดยการย่อย  การย่อยอาหาร  มิใช่เครื่องจักรยนต์จะรีบเร่งเอาได้  อาหารถูกย่อยด้วยไฟเผา  ลมพัด  น้ำผสมหล่อลื่น  ดิน คืออาหารถูกไฟแผดเผา  คราวใดธาตุไฟอ่อนเผาดินไม่ได้  ที่นั้นเจ้าของกายปั่นป่วน  ท้องเสีย  ท้องอืด  มีเรื่องยุ่งมากมาย

๕. ปฏิกูลด้วยการก่อโรคเกิดจากอาหารมิได้ย่อย  แม้ย่อยดีก็ยังมีกลิ่น  กลิ่นอาศัยซึ่งกันและกัน

๖. ปฏิฺกูลด้วยการแช่ชุ่ม

๗. ปฏิกูลด้วยการเปื้อนมือ   ต้องเช็ดถูดูแล

๘. ปฏิกูลด้วยการไหลออก  ถ้าออกดีหรือไม่ดีก็ปฏิกูลอยู่เช่นนี้

๙. ปฏิกูลด้วยสะสมอยู่  มิใช่ว่าจะขับถ่ายหมดเมื่อไหร่แท้จริงยังเหลืออยู่ในท้อง  พร้อมที่จะขับถ่ายต่อไป  ต้องไหลเข้าไหลออก  ผ่านจากปาก  ลงลำคอ  ผ่านลำไส้ ๓๒ ศอก  ไส้ใหญ่ไหลสู่ไส้น้อยร้อยพัน  ไส้ใหญ่ไปอยู่รวมกันที่กระเพาะ  กระเพาะเป็นสมาคมสโมสรประชุมของโรคพยาธิ  มากมายหลายพันตระกูลสัตว์เหล่านี้  แต่งงานมีครอบครัว  เกิดตายในกระเพาะสัตว์มนุษย์ หมักหมมอาจมโสมม  อบร่ำด้วยกลิ่นร้ายกาจ  เหลืออดเหลือทน  คนไม่คิดพิจารณา  มองไม่เห็นของจริงจึงรักใคร่ติตใจ

๑๐. ปฏิกูลในสิ่ง  ๔  ประการ คือ  อาสยะ  ๔  ประการนี้แหละเป็นตัวกระจายขยายกลิ่นออกทางทวาร  ๙  ตา ๒ หู ๒ จมูก ๒ ทางกาย  ๑  ทางอุจจารกิจ  ปัสสาวะกรรม  รวมเป็น  ๙ ปฏิกูล

๑) ปิตตาสยะ  เป็นที่ขังน้ำดี  ดีซ่าน
๒) เสมหาสยะ  เป็นที่ขังของเสลด
๓) ปุพพาสยะ  เป็นที่ขังน้ำหนอง
๔) โลหิตาสยะ  เป็นที่ขังโลหิตเลือด

มนุษย์ที่ไม่รักษาศีล ๕ จะมีกลิ่นปาก กลิ่นกาย สาบสางรุนแรง  คนบาปหนา กลิ่นอุจาระ   ปัสสาวะกลิ่นแรง  กลิ่นทั้ง ๔ ดังกล่าวมา
ผู้สัพพัญญุตญาณ  พระพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า พระเจ้าจักรพรรดิ พระอรหันต์ชั้นขีณาสพ  พระอริยสาวกสามัญชนธรรมดา  ผู้กัลยาณชน  พาลชน  อันธพาลชน  จะป่วยกล่าวไปใย  ถึงผู้มีปาบ  บุญน้อยมีอาสยะ  ครบ  ๔ ประการ  แม้พระพุทธเจ้าก็ยังมีอาสยะ อย่างไดอย่างหนึ่ง  เพราะฉะนั้น  การเกิดมีชีวิต  จึงชื่อว่าทุกข์เกิด  กลิ่นเกิด  ต้องการให้เกิดดี  ต้องมีสัมปรายิกัตถประโยชน์ปรมัตถประโยชน์


๔.ไม้คดโค้งอย่าทำกงวาน  แก้ว่า  คนไม่ดีขี้โกงอย่าเอามาเป็น หัวหน้าหมู่คณะ  อย่ายกย่องคนชั่ว  พึงยกย่องคนดี  เพราะคนเป็นผู้นำ ก็จะชั่วกันไปหมดทั้งหัวและหางแถว

๕.ว่าช้างสารอย่าผูกกลางเมือง  แก้ว่าช้างคือใจอย่าผูกไว้กับกิเลส  ช้างตกมัน  คนตกมันคึกคักกับราคะ  โทสะ  โมหะ ตัณหา  ทิฏฐิ  มานะ  เกิดอันตรายกับผู้คน  ช้างกำเริบแล้ว  แม้แต่ควาญช้างก็ยังตาย กับช้าง  แม้ไร้ขอสับ  ตรวนโซ่พรวนขึงผูกมัดรัดรุมรึง  ช้างมันยัง อาละวาดได้  มนุษย์กลัดมันแล้ว  ทำชั่วได้ อย่างไม่คาดคิด  คำว่าสังขารธรรม  ถ้าคนไม่รู้หลัก อนิจจัง  ทุกขัง อนัตตา  ก็เกิดตัณหา ผิดๆ แปลกๆ ได้

๖.ว่าจะให้มีผลเอาไฟสุมต้น  ไฟ คือ  อาตาปี  สัมปชาโน สติมา  บำเพ็ญตบะ  ความเพียร  มีสติ  สัมปชัญญะ  คำว่าเผา  คือเผากิเลส ก็ได้ผล ๔ คือ โสดาปัตติผล  สกิทาคามีผล  อานาคามีผล อรหัตตผล  ผล ๔ เกิดจากการเผาต้นตอรากเหง้าอกุศล

๗. ถ้าจะให้ล่มก็บรรทุกแต่เบา  คือว่า  ได้กิเลส  อกุศลเป็นของหนัก  อย่าบรรทุกภาระหนักคือยึดถือขันธ์  อุปาทาน ๕ ยึดถือกามุปทาน  ทิฏฐุปาทาน  ถือผิด  ถือมั่นในสิ่งไม่จริงว่าจริง  โลกนี้ไม่ควรถือมั่น ทุก ๆ อย่าง  คำว่าบรรทุกเบา ๆ คือหัดเสียสละ  เป็นจาคะ  เป็นอภัยทาน  จึงชื่อว่า  บรรทุก เบาๆ สุขสบาย

๘. ว่า  เรียนโหรา  ให้ฆ่าอาจารย์  อาจารย์สอนโลก  สัตว์มนุษย์ให้ม ีราคะ  โทษะ  โมหะ  ทิฏฐิ  ผู้ใดฆ่าอาจารย์ใหญ่ทั้ง ๔ ได้  ชื่อว่าจบคัมภีร์ทางศาสนานี้

คำต่อไปมีว่า  ทางที่ดีควรฆ่าพ่อแม่ให้สิ้นด้วย  พ่อแม่ผู้เกิดเรามาคือ  อวิชชา  ตัวก่อเกิดโลก สัตว์ เกิดเป็นเทวดา  พรหมโลกยังชื่อว่า  มีอวิชชาหลุ่มหลงอยู่ทังสิ้น  ฆ่าแม่มารพ่อยักษ์ได้  ก็ถึง ที่สุดแห่งสมเด็จพ่อพระบิดาแห่งโลก  ถึงที่สุดแห่งการเกิด  ที่ไม่ต้องเกิดต่อไป

 

จะเห็นได้ว่า ปริศนาธรรมโบราณนั้น  ท่านใช้ภาษาที่ฟังแล้วมันตรงกันข้ามกับสิ่งที่เป็นจริง เพื่อให้เราสังเกตเห็นถึงปริศนาที่ซ่อนเร้นอยู่ อย่างเช่น ข้อ ๘ ว่า เรียนโหรา ให้ฆ่าอาจารย์  โดยปกติเราจะเรียนอะไรก็ตามเราจะต้องเรียนกับครูอาจารย์ แต่กับบอกว่า ถ้าจะเรียนให้ฆ่าอาจารย์เสีย แล้วเราจะไปเรียนกับใคร กลายเป็นว่า อาจารย์ในที่นี้ไม่ใช่บุคคล แต่หมายถึงกิเลสทั้ง ๔ ต่างหาก ซึ่งเทคนิคแบบนี้ ทำให้คนฟังเกิดความสงสัยใคร่รู้ และพยายามจะค้นหาคำตอบ เมื่อมีความพยายาม เวลาได้พบคำตอบ ก็จะเกิดความซาบซึ้งและประทับใจมาก นับว่าเป็นวิธีการสอนธรรมอีกแบบหนึ่งที่ นักเผยแผ่ธรรมะปัจจุบัน ควรนำมาพิจารณาและประยุกต์ให้เข้ากับสมัย ก็จะเกิดประโยชน์มากเช่นกันครับ

 

 

วัดสันติธรรม ต.ช้างเผือก อ.เมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๓๐๐
โทร. ๐๕๓-๒๒๑๗๙๒  ๐๘-๗๑๙๓-๓๑๖๙  ๐๘-๖๑๘๗-๓๙๔๒ และ ๐๘-๑๖๐๒-๗๕๐๐