ภาษาคน ภาษาธรรม
ธรรมเป็นของยากที่จะแสดงให้เข้าถึงใจ ยิ่งมีการใช้ภาษาในการสื่อสารแล้วยิ่งทำให้มีการตีความธรรมผิดไป
จึงทำให้ห่างไกลธรรมตัวแท้ ท่านจึงหันมาใช้ภาษาธรรม แทนภาษาคน
|
|
| |
แต่งโดย
อาวุธปญฺโญ ภิกขุ
aomam_hipo@hotmail.com
เอื้อเฟื้อภาพจาก Internet
|
พระโพธิญาณเถระ หรือบรรดาลูกศิษย์ของท่านเรียกท่านว่า หลวงปู่ชา สุภทฺโท แห่งวัดหนองป่าพง อุบลราชธานี ท่านนับเป็นพระเถระฝ่ายวิปัสสนาจารย์ส่ายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่ยังยึดหลักปฎิบัติของครูบาอาจารย์ไว้อย่างครบถ้วน โดยเฉพราะข้อวัตรธุคงค์ ๑๓ และท่านยังเป็นกองทัพธรรมที่มีลูกศิษย์ชาวฝรั่งมากที่สุดของเมื่องไทย
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าแนวการสอนของหลวงปู่นั้น เน้นภาษาธรรมมากกว่าภาษาคน เนื่องจากอุปสัคทางด้านภาษาในการสื่อสารกับลูกศิษย์ชาวต่างชาติ แต่หลวงปู่ท่านกับมองว่าเป็นการดี เพราะการใช้ภาษาคนนั้นอาจจะทำให้เนื้องแท้ธรรมของพระพุทธองค์คลาดเคลื่อนจากหลักความเป็นจริงได้ จึงทำให้ธรรมของท่านวิ่งตรงเข้าที่ใจของบรรดาลูศิษย์ ซึ่งไม่ผ่านทางภาษาคนให้ยุ่งยากแต่อย่างใด
มีญาติโยมหลายท่านเข้าไปกราบเรียนถามหลวงปู่อยู่บ่อย ๆ ว่ามีเคล็ดลับอย่างไรในการสอนพระฝรั่ง หลวงปูยิ้มพรางตอบว่า ไม่ยากหรอกพระฝรั่ง ดึงไปดึงมาเหมือนควายเดี่ยวมันก็เป็นเองแหล่ะ โดยท่านจะสอนผ่านศีลาจริยวัตรอันดีงามของท่านให้ลูกศิษย์เห็นและปฎิบัติตาม ภาษาธรรมที่ท่านใช้สั่งสอนพระฝรั่งเป็นอย่างไรคำตอบมีอยู่ในเรื่องราวของศิษย์ชาวอังกฤษมีนามว่า ชาคโรภิกฺขุ |
 |
 |
ท่านชาคโรภิกษุ ก่อนที่ท่านจะได้มาอยู่วัดหนองป่าพง ท่านเคยไปศึกษาธรรมกับหลวงพ่อพุทธทาสมาก่อน แต่เมื่อท่านพำนักอยู่สวนโมกข์หลวงพ่อพุทธทาสกับไม่สอนภาวนาแต่อย่างใด ท่านคิดว่าอยู่นานคงไม่ได้อะไรเป็นแน่ เราควรจะแสวงหาอาจารย์ใหม่เสียแล้ว ท่านก็ได้ทราบชื่อเสียงของหลวงปู่ชา ด้วยจิตอันแน่วแน่ท่านตัดสินใจกราบลาหลวงพ่อพุทธทาสเดินทางไปอุบลราชธานี เมื่อไปถึงท่านก็ได้เข้ากราบหลวงปู่ชาเพื่องขอที่พัก ตอนเย็นของวันนั้นท่านลงมาฟังเทศน์หลวงปู่ที่ศาลา หลวงปู่กับเทศน์เป็นภาษาอีสานทำให้ท่านชาคโรฟังไม่รู้เรื่อง สองวันสามวันผ่านไปหลวงปู่ก็ยังเทศน์เป็นภาษาอีสานอยู่ ทำให้ท่านชาคโรเกิดความกระวนกระวายใจมาก ท่านคิดว่าจะต้องเรียนถามธรรมจากหลวงปู่ให้ได้ พอถึงวันที่สี่ได้โอกาสเหมาะท่านชาคโรจึงเข้าไปหาหลวงปู่ ขอให้หลวงปู่สรุปธรรมที่ท่านเทศน์ให้ฟัง หลวงปู่ท่านไม่ได้ว่าอะไรเพียงแต่ยิ้มเท่านั้น แต่ก่อนที่ท่านชาคโรจะกราบลากลับหลวงปู่พูดกับท่านชาคโรว่า ให้ดูจิตตัวเองให้ดีนะ เมื่อนท่านชาคโรกลับถึงที่พักท่านก็สรงน้ำ แล้วทำสมาธิเจริญเมตตาภาวนาตามปกติของท่าน ขณะที่ท่านกำลังภาวนาอยู่นั้นท่านระลึกถึงคำสอนของหลวงปู่ว่าให้รักษาจิตท่านก็พิจารณาตาม ทำให้จิตของท่านเกิดความสงบอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นเหตุให้ท่านรู้ซึ่งถึงคำสอนที่หลวงปู่กล่าวสงท้ายอย่างถึงใจ
|
เป็นเรื่องที่บ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงหลักการสอนที่เป็นเอกลักษณ์ของหลวงปู่ ท่านมักจะให้ลูกศิษย์ได้ประสพด้วยตัวเองเสมอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธรรมของท่านไม่แปลกไปจากหลักธรรมของจริงและไม่เลื่อนหายไปจากใจของลูกศิษย์ เพราะธรรมนั้นติดอยู่ที่ใจ มิใช่ติดอยู่ที่หู ดังคำสุภาษิตที่ว่า ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญญูหิ วิญญูชนพึงรู้เฉพราะตนและคำพังเพยที่หลาย ๆ คนคงเคยได้ยิน สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคล่ำ สิบมือคล่ำไม่เท่าทำเอง
|
ข้าพเจ้าเชื่อว่าคำพังเพยนี้คงจะกระจ่างแจ้งอยู่ในใจของท่านชาคโรเป็นแน่ เพราะเมื่อท่านกงวลใจอยู่กับการไม่เข้าใจเทศนาของหลวงปู่ โดยท่านไม่ได้ดูที่จิตของท่านเลย แต่เมื่องหลวงปู่ท่านชี้ทางให้จึงทำให้ท่านเห็นทางสว่าง จิตของท่านสงบขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อจึงกล่าวได้ว่า ธรรมนั้นสามรถที่จะเกิดกับใครก็ได้ โดยไม่เลือกชาติชั้นวรรณะ เพราะไม่ว่าชาติใดก็ล้วนแต่สามารถมีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ธรรมจึงเป็นของสากลเป็นธรรมชาติที่พร้อมเสมอที่จะช่วยดับทุกข์ให้ใครก็ได้ที่มีทุกข์ เพียงแต่บุคคลนั้นนำธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง ธรรมก็จะเกิดผลที่ใจ ไม่ใช่เกิดที่หู ที่รู้ ที่จำได้เท่านั้น ถ้าธรรมเกิดที่หู ที่จำได้ของผู้ใดแล้ว ธรรมนั้นก็จะไม่อยู่นาน จะลืมไปในที่สุด บุคคลนั้นก็จะยังทุกข์อยู่เหมือนเดิม แต่เมื่อใดธรรมเกิดที่ใจ ทุกข์ก็จะดับเมื่อนั้น เพราะหลวงปู่ท่านรู้ว่าการใช้ภาษาคนนั้น ทำให้ธรรมะไม่สามารถเกิดที่ใจ แต่ภาษาธรรมต่างหาก ที่ทำให้ธรรมะเกิดที่ใจ
|
 |
|
|