พระสงฆ์ฉันเนื้อได้หรือไม่?

ปาณาติปาตาเวรมณี  ให้งดเว้นจากการทำร้ายและฆ่าสัตว์มีลมปราณ  เป็นศีลข้อแรกในพระพุทธศาสนา
แล้วทำไม พระสงฆ์ไทยถึงฉันเนื้อสัตว์  เมื่อห้ามฆ่าสัตว์ ก็ไม่ควรฉันเนื้อสัตว์ไม่ใช่หรือ?

 

เรียบเรียงโดย

อมรเทโว  ภิกขุ

phramahaamorntep@gmail.com
ภาพประกอบจาก Internet



ปาณาติปาตาเวรมณี  ให้งดเว้นจากการทำร้ายและฆ่าสัตว์มีลมปราณ นี่เป็นข้อห้ามข้อแรกในศีลห้า  หลักปฏิบัติพื้นฐานในทางพระพุทธศาสนา  ทุกครั้งที่เราชาวพุทธจะทำบุญทาน  การกุศลต่าง ๆ ก็จะมีการรับพระไตรสรณคมณ์และสมาทานศีลก่อนเสมอ ผู้ที่ทำหน้าที่ให้ศีลก็คือพระสงฆ์  พระสงฆ์แสดงธรรมให้ญาติโยมรักษาศีล ๕  ศีล ๘  มีการให้ละเว้นจากการยังชีวิตสัตว์มีลมปราณให้ตกไปเป็นอาทิ  นั่นก็คือ  คำสอนของพระพุทธองค์ทรงห้ามไม่ให้ฆ่าสัตว์  แต่แล้วทำไม  พระสงฆ์ไทยถึงยังฉันเนื้อสัตว์  จะไม่เป็นการสนับสนุนให้คนฆ่าสัตว์หรือ?  อย่างนี้คำสอนกับการปฏิบัติจะไม่ขัดแย้งกันเองหรือ ?

เรื่องนี้มีเฉลยไว้ใน ชีวกสูตร พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย  มัชฌิมปัณณาส์  หน้า  ๔๘- ๕๓ ว่า
สมัยหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ที่อัมพวันอันเป็นสวนมะม่วงของหมอชีวกโกมารภัจจ์  ใกล้นครราชคฤห์  หมอชีวิกโกมารภัจจ์  เข้าเฝ้าทูลถามปัญหากะพระองค์ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า  ชนทั้งหลายฆ่าสัตว์เจาะจงต่อพระองค์  พระองค์ก็ทรงทราบอยู่และเสวยเนื้อที่เขากระทำเพราะอาศัยตนนั้น ฉะนี้  ชนที่กล่าวติเตียนพระผู้มีพระภาคเหล่านั้น  ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระองค์  และชื่อพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรมอยู่หรือพระเจ้าข้า  อนึ่ง  เพื่อนสหธรรมิกบางรูปที่กล่าวติเตียนตามวาทะนั้น  จะไม่ถึงฐานะอันควรพึงครหาหรือ”


พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ดูกรชีวกชนเหล่านั้นชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยดำไม่จริงไม่  ดูกรชีวิกเรากล่าวว่าเนื้อที่ไม่ควรบริโภคนั้นมีสามสถาน  คือ  เนื้อที่ได้เห็น  ได้ยิน และได้รังเกียจอย่างใดอย่างหนึ่ง  แต่เนื้อที่ประกอบด้วยสถานสามเหล่านี้  คือ  ตนไม่เห็น  ไม่ได้ยิน  ไม่ได้รังเกียจอย่างใดอย่างหนึ่ง เราตถาคตกล่าว่า  เป็นเนื้อที่ควรบริโภค 

ดูกรชีวก  ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเข้าไปอาศัยบ้าน  หรือนิคม แห่งใด  แห่งหนึ่งอยู่  เธอย่อมแผ่เมตตาจิตไปสู่ทิศที่หนึ่งแล้วแผ่ไปสู่ทิศที่สอง ที่สาม  ที่สี่  เช่นนั้นเหมือนกัน  แล้วแผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ใหญ่หาประมาณมิได้  ปราศจากเวรภัยและการเบียดเบียน  ไปสู่โลกทั่วทั้งหมด ทั้งเบื้องบนเบื้องล่าง และเบื้องขวางอยู่  ที่นั้นคฤหบดีหรือบุตรแห่งคฤหบดีย่อมเข้าไปหา  และนิมนต์ฉันในวันรุ่งขึ้น  เมื่อเธอมีประสงค์ก็ย่อมรับ   ครั้งราตรีนั้นผ่านพ้นไปแล้วเวลาเช้า  เธอก็นุ่งห่มสบง  จีวร  ถือบาตร  เข้าไปสู่เรือนของคฤหบดีหรือบุตรของคฤหบดีนั้น 
               
เมื่อเขาอังคาสเลี้ยงดูเธอด้วยบิณฑบาตประณีต  เธอก็มิได้ติดในบิณฑบาตนั้น  เมื่อฉันก็ไม่กำหนัดทะเยอทะยาน  ย่อมพิจารณาเห็นโทษและคิดจะสลัดออกอยู่เสมอ  ชีวกอาการเช่นนี้เธอจะสำคัญว่า  ภิกษุนั้นคิดเพื่อเบียดเบียนตนหรือคนอื่น หรือทั้งตนและคนอื่นในเวลานั้นหรือ”  เขาทูลว่า “เปล่าเลยพระเจ้าข้า”  ตรัสว่า  “เธอคิดเพื่อฉันอาหารที่ปราศจากโทษในเวลานั้นมิใช่หรือ”  เขาทูลว่า “อย่างนั้นพระเจ้าข้า   ข้าพระองค์ได้เคยสดับมาว่า  พรหมเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตาดังนี้  เรื่องนี้ข้าพระองค์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นองค์พะยาน เพราะพระผู้มีพระภาคก็มีปกติอยู่ด้วยเมตตา”  พระองค์ตรัสว่า “ดูกรชีวก  ราคะ  โทสะ  โมหะ  อันทำให้คนเบียดเบียนกันและกันนั้น  ตถาคตได้ละแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว  เหมือนถอนรากตาล  ไม่มีวันที่จะเกิดต่อไป”  ดังนี้แล้ว  จึงตรัสบรรยายในข้อ  กรุณา  มุทิตา  อุเบกขาโดยพิศดารต่อไป 


ในที่สุดตรัสว่า “ดูกรหมอชีวก  ชนใดที่ฆ่าสัตว์เจาะจงต่อพระตถาคตหรือต่อสาวกของพระตถาคต  เขาจะประสพบาปเป็นอันมาก  เพราะสถานห้าแต่ละอย่าง ๆ  คือ เมื่อเขาสั่งบังคับว่า “ท่านจงไปนำสัตว์โน้นมา” ดังนี้ก็ประสพบาปเป็นอันมากตอนหนึ่ง สัตว์นั้นเมือถูกผูกคอจูงมาได้รับทุกขโทมนัส เขาก็ได้ประสพบาปมากตอนหนึ่ง  เมื่อผู้นั้นสั่งบังคับว่า “ท่านจงไปฆ่าสัตว์นั้น”  ดังนี้  เขาก็ประสพบาปมากตอนหนึ่ง  สัตว์นั้นถูกเขาฆ่าอยู่ได้รับทุกขเวทนาอย่างสาหัส  เขาก็ได้ประสพบาปมากตอนหนึ่ง  ผู้นั้นนิมนต์  พระตถาคต  หรือสาวกของพระตถาคตมาฉันเนื้อเป็นอกัปปิยะนั้นเขาก็ได้ประสพบาปมากตอนหนึ่ง  จึงรวมเป็นสถานห้าประการ นี้แหละหมอชีวกผู้ที่ฆ่าสัตว์เจาะจงต่อพระตถาคต หรือต่อสาวกของพระตถาคตเขาย่อมประสพบาปมากตามลำดับสถานห้าดังแสดงมานี้”  ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว  หมอชีวกโกมารภัจจ์  จึงทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอันมากและขอถึงพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่ง เป็นอุบาสกตลอดชีวิต ตั้งแต่นั้น.  

จากพระสูตรนี้ท่านทั้งหลายจะทราบว่า แท้ที่จริงแล้วพระพุทธองค์ไม่ทรงสนับสนุนให้ พุทธศาสนิกชนฆ่าสัตว์เพื่อถวายเนื้อต่อพระองค์และสาวกของพระองค์  เพราะการกระทำอย่างนั้นเป็นบาปถึงห้าสถาน  แต่สำหรับพระสงฆ์สาวกของพระองค์นั้น  มีวิถีชีวิต ที่อยู่ด้วยศีล ข้อห้ามมากมาย ไม่สามารถประกอบอาชีพเองได้  ทำนาเองไม่ได้  ทำอาหารเองไม่ได้ เอยชื่ออาหารให้โยมทำให้ฉันก็ไม่ได้  เป็นอาบัติ  จึงเป็นเรื่องยากลำบากที่จะเลือกอาหารว่าวันนี้เราจะไม่ฉันเนื้อ  วันนี้เราจะฉันผัก  อย่างนี้ท่านเลือกไม่ได้  โยมใส่อะไรมาในบาตร  ก็ฉันตามนั้น  บางวันท่านบิณฑบาตได้อาหารเพียงถุงเดียว แถมอาหารถุงนั้นยังเป็นต้มเนื้อ  ถ้าท่านไม่ฉันก็จะทรมานทั้งวัน  อีกทั้งท่านพิจารณาฉันเพื่ออนุเคราะห์เมตตาต่อผู้ถวายด้วย  จะได้รับส่วนกุศลเต็มที่  การฉันนั้นก็เพียงเพื่อดำรงชีวิตให้เป็นไปวันหนึ่งเท่านั้น  จึงไม่ได้ใสใจว่าจะต้องเป็นอะไร  โยมใส่อาหารอะไรมาก็ฉันได้ทั้งนั้น  

พระสงฆ์ไทยนั้นท่านถือหลักตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  ว่า  การฉันอาหารที่ทำด้วยเนื้อนั้น  ถ้าไม่เห็นว่าเขาฆ่าจำเพาะตน  ไม่ได้ยินว่าเขาฆ่ามาจำเพาะตน  และไม่สงสัยว่าเนื้อนั้นเขาฆ่ามาเพื่อจำเพาะตน  ก็เป็นเนื้อที่สมควรฉันได้  แต่ถ้าหากว่า  ท่านรู้  ท่านเห็น  ท่านได้ยิน  และท่านสงสัยว่าเขาฆ่าสัตว์นั้นเพื่อเอาเนื้อมาทำอาหารถวายท่าน  เนื้อนั้นเป็นของไม่สมควรแก่สมณบริโภค  ฉันแล้วเป็นอาบัติ  เป็นโทษ  เป็นบาป
ดังนั้นจึงขึ้นอยู่ที่อุบาสก  อุบาสิกา  ทายก  ทายิกา แล้วว่า  จะนำอะไรมาถวายพระ เพื่อที่จะได้บุญอันบริสุทธิ์ ไม่ให้เป็นบาปทั้งแก่ตนเองและแก่พระสงฆ์  จากพระสูตรในเบื้องต้นนั้น  พระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้ที่ฆ่าสัตว์ เจาะจงต่อพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต  เขาย่อมประสพบาปมาก ห้าสถาน เราจึงควรงดเว้นจากการฆ่าสัตว์เพื่อถวายทาน  หากประสงค์หรือจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องถวายเนื้อก็ควรเอาเนื้อที่เขาฆ่าแล้วขายทั่วไปหรือเนื้อที่ตายเอง  หากหาไม่ได้แล้วก็ไม่ควรถวาย ก็ควรถวายตามมีตามเกิด  ก็จะเป็นบุญเป็นกุศลบริสุทธิ์มากแท้จริง.
วัดสันติธรรม ต.ช้างเผือก อ.เมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๓๐๐
โทร. ๐๕๓-๒๒๑๗๙๒  ๐๘-๗๑๙๓-๓๑๖๙  ๐๘-๖๑๘๗-๓๙๔๒ และ ๐๘-๑๖๐๒-๗๕๐๐