พระธรรมเจดีย์ ถามว่า ข้าพเจ้าเคยได้ยินเขาพูดกันถึงเรื่องพระนิพพานว่า อายตนะอันหนึ่งมีอยู่ แต่ไม่ใช่ดิน ไม่ใช่น้ำ ไม่ใช่ไฟ ไม่ใช่ลม ไม่ใช่อากาศ ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่ตัวตน
เช่นนั้น พระนิพพานก็ศูนย์เปล่า เขาจึงไม่อยากไปพระนิพพาน
พระอาจารย์มั่น ตอบว่า กามทั้งหลายไม่มีในพระนิพพาน ผู้ที่กำหนัดในกาม ยังมีความพอใจในรูปเป็นต้น จึ่งไม่ยินดีในพระนิพพาน พระนิพพาน คือ ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ และดับตัณหาที่เป็นเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้น เสียได้ ทุกข์เป็นผลมีชาติเป็นต้นก็ดับไป เพราะฉะนั้น พระนิพพานแม้จะชื่อว่าเป็นอนัตตา แต่คงศูนย์เพราะกิเลส กับทุกข์เท่านั้น
ส่วนนิพพานธรรม ซึ่งเป็นธรรมที่เที่ยงที่สุขนั้นยังคงมีอยู่
พระธรรมเจดีย์ กล่าวว่า นึก ๆ ก็น่าอัศจรรย์ใจเรื่องพระนิพพาน สังขารทั้งหลายดับไปหมดแล้ว จะไม่มีอะไร ที่ไม่ใช่สังขาร คือสิ่งที่เหลืออยู่ เพราะพระนิพพานนั้นเป็นวิสังขาร
ข้าพเจ้าไม่ใส่ใจในเรื่องพระนิพพาน เพราะนึกถึงแล้วทำใจให้ฉงนสนเทห์ ตกลงประพฤติปฏิบัติเรื่อย ๆ ไป ถึงพระนิพพานเมื่อไรก็รู้ได้เอง
พระอาจารย์มั่น กล่าวว่า พระนิพพานไม่ใช่ศูนย์ คือ ของเก่าดับไป ของใหม่เกิดแทน เช่น
พระโสดาบันน์ละสังโยชน์ ๓ ได้หมด ทุกข์มีชาติเป็นต้นก็ดับไปได้มาก ที่เหลืออยู่ก็น้อยคือ ๑ ชาติ ๓ ชาติ หรืออย่างช้าเพียง ๗ ชาติ และมีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้มีอริยมรรคกำหนดแน่แล้ว มีอันจะตรัสรู้ได้เอง ในเบื้องหน้า เพราะละสักกายทิฏฐิหมดไป จึ่งมีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นแทน และละวิจิกิจฉาหรือสีลัพพตปรามาสหมดไป จึ่งมีอจลสัทธามาแทน
เช่น พระสกทาคามี ทำราคะ โทสะ โทหะ ให้เบาบาง จะมาเกิดในโลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้น ก็จะถึงที่สุดแห่งทุกข์ นี่เรียกว่าทำของเก่าให้หมดไปจึ่งมีของใหม่เกิดขึ้นแทน คือ คุณธรรมที่ยิ่งกว่าพระโสดาบัน ขึ้นไป
ส่วนพระอนาคามีละสังโยชน์ ๕ เบื้องต่ำได้แล้ว เกิดในสุทธาวาสพรหมโลกและจักปรินิพพานในที่นั้น นี้เรียกว่าทำกิเลสและชาติภพซึ่งเป็นของเก่าให้หมดไป ของใหม่เกิดขึ้นแทน คือ เพราะท่านสิ้นไปจาก กามราคะสังโยชน์ จึ่งถึงพร้อมด้วยองค์คุณ กล่าวคือใจที่สงัดจากกามมาแทน และท่านสิ้นไปจากปฏิฆสังโยชน์ จึ่งถึงพร้อมด้วยองค์คุณคือเมตตา กรุณามาเกิดแทน พระอริยสาวกที่ได้บรรลุเสขคุณแล้ว ชื่อว่า สอุปาทิเสสนิพพาน
ส่วนพระอรหันต์ละตัณหาความอยากสิ้นแล้ว สิ้นอาสวะอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว มีประโยชน์ตนถึงโดยลำดับแล้ว มีสังโยชน์ในภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ทั่วถึงด้วย อาการอันชอบ ส่วนกิเลสอาสวะที่พระอรหันต์ละได้หมดสิ้งเชิงและสิ้นชาติ
ไม่มีปฏิสนธิในภพ คืออนุปาทิเสสปรินิพพาน นี้ชื่อว่าทำของเก่า คือ สมุทัยกับทุกข์ให้หมดไป ของใหม่เกิดแทนนั้น คือถึงพร้อมด้วยคุณธรรมที่เรียกว่า อริยวาสธรรม คือธรรมเป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า ๑๐ ประการ
๑.ปัญจังควิปปหีโน มีองค์ ๕ คือนิวรณ์อันละเสียแล้ว (ได้แก่ กามฉันทะ คือความยินดีกามคุณอารมณ์ พยาปาทะ
คือ ความโกรธ ขัดเคืองใจ ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน
อุทธัจจกุกกุจจะ คือความฟุ้งซ่านของจิต ความรำคาญใจ วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย)
๒.ฉฬังคสมันนาคโต ประกอบด้วยองค์ ๖ คือ ฉฬังคุเบกขา (คือ อุเบกขาที่เป็นอาการ ที่ไม่ละปกติภาพอันบริสุทธิ
ในคลองแห่งอารมณ์ ๖ ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ในทวาร ๖ แห่งพระขีณาสพ อันมา (ในบาลี ) อย่างนี้ว่า " ภิกษุขีณาสพในพระธรรมวินัยนี้
เห็นรูปด้วยจักษุแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจไม่เสียใจเลย และเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะวางเฉยอยู่ ")
๓.เอการักโข มีธรรมอันรักษาทั่วกันอันหนึ่งคือสติ
๔.จตุราปัสเสโน มีธรรมดั่งพนัก เป็นที่อิง ๔ อย่าง คือ พิจารณาแล้วจึ่งส้องเสพ อดทน หลบหลีก ถ่ายถอน
๕.ปนุณณปัจเจกสัจโจ มีของจริงเฉพาะอัน ๆ หนึ่งบรรเทาเสียแล้ว คือละ มิจฉาทิฏฐิ ๑๐ อันเป็นอัพยากตวัตถุมีเห็นรูปเที่ยงเป็นต้น
(มิจฉาทิฏฐิ ๑๐ ได้แก่ ความเห็นว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ๑ ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล ๑ สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล ๑ ผลวิบากของกรรมที่ทำดี
ทำชั่วแล้วไม่มี ๑ โลกนี้ไม่มี ๑ โลกหน้าไม่มี ๑ มารดาไม่มี (คุณ) ๑ บิดาไม่มี(คุณ) ๑ สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินไปชอบ
ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี ๑)
๖.สมวยสัฏเฐสโน มีความแสวงหาอันให้สะเทือน ละเสียโดยชอบแล้ว คือ ละความแสวงหา ๓ อย่าง กาม ๑ ภพ ๑ พรหมจรรย์ ๑
๗.อนาวิลสังกัปโป มีความดำริอันไม่ขุ่นมัว คือละความดำริที่ประกอบด้วยกิเลสกามวัตถุกาม และวิตกที่ประกอบ ด้วยพยาบาท และวิหิงสา
๘.ปัสสัทธกายสังขาโร มีกายสังขาร คือ ลมอัสสาสะระงับแล้ว คือบรรลุจตุถฌาน
๙.สุวิมุตตจิตโต มีจิตพ้นวิเศษดีแล้ว คือมีจิตพ้นจากราคะ โทสะ โมหะ
๑๐.สุวิมุตตปัญโญ มีปัญญาพ้นวิเศษแล้ว คือ รู้ชัดว่า ราคะ โทสะ โมหะ เราละเสียหมดแล้วดั่งนี้
พระธรรมเจดีย์ กล่าวว่า สาธุ ท่านอธิบายธรรมชั้นสูงให้ข้าพเจ้าเข้าใจได้แจ่มแจ้งดีในเรื่องพระนิพพาน คือของเก่าได้แก่สมุทัยกับทุกข์ดับไป
จึ่งมีคุณธรรมของใหม่เกิดขึ้นแทน ซึ่งเป็นธรรมที่ไม่กำเริบเพราะมิใช่สังขาร เพราะฉะนั้นพระนิพพานจึ่งไม่ศูนย์ ข้าพเจ้าขออนุโมทนา
ความสามารถรอบรู้ในธรรมที่ละเอียดเหล่านั้นกะท่านด้วย |