
เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนาเรื่อง ภาษาใจ มีภาษาเดียว
โดย พระครูวิมลธรรมรัต (ศรีนวล วิมโล)
เทศน์อบรมฆราวาส พ.ศ.๒๕๕๒
|
สมัยก่อนเคยมีครูบาอาจารย์ท่านเล่าว่า พระครูบาอาจารย์ที่เรียนมูลกัจจายน์ หลวงปู่แหวนอย่างนี้ ท่านก็เรียนมูลกัจจายน์ที่จังหวัดอุบลราชธานี มูลกัจจายน์เขาเรียนกันถึงรากฐานของภาษา ภาษาบาลีอย่างเช่นของเรานี้ เป็นต้นต่อมีสระและพยัญชนะผสมกัน อ่านออกเขียนได้ตามเสียง เรียกว่า มูล "มูล" คือเบื้องต้น จึงเรียกว่ามูลกัจจายน์ บอกว่าถ้าใครเรียนมูลกัจจายน์จนแตกฉานนั้น เรียนจนแตกฉานในภาษาแล้ว ท่านบอกว่าสามารถจะฟังเสียงนกเสียงกา มันพูดรู้เรื่องหมดนกมันร้องยังไงฟังออกขนาดนั้นเลย ก็ไม่ทราบเป็นจริงหรือเปล่าหรือว่าเป็นเหตุจูงใจที่ท่านให้เรียน ให้มีความสนใจเรียนในภาษามูลกัจจายน์ก็ไม่ทราบ อันนี้ครูบาอาจารย์ท่านก็ไม่ได้ยืนยัน แต่ว่ายิ่งเรียนได้อย่างเดียวคือ ใจ ถ้าผู้ใดก็ตามไม่ว่าเป็นสมณะพระเณรหรืออุบาสกอุบาสิกาพระเถรเณรชีได้ทั้งนั้นถ้าเข้าถึงใจแล้ว ก็เป็นคน ๆ เดียวกัน คนทั้งโลกคุยได้หมด คุยกับไทยคุยกับจีนอื่น ๆ ทุกชาติใด ๆ ในโลกนี้คุยได้หมด เพราะท่านคุยด้วยภาษาใจ ภาษาใจมีภาษาเดียวคุยได้หมด
|
| |
เหมือนกับเราฝันท่านทั้งหลาย เราคุยกับฝรั่งทำไมเราคุยรู้เรื่อง คุยกับคนจีน กับชาวเขาทำไมชาวเขารู้เรื่อง อ้าว ทั้งที่เราไม่เคยรู้ภาษาของเขาเลย แต่เรามาในความฝันทำไมเราพูดกันรู้เรื่อง ก็เพราะเราพูดภาษาใจ ใช้ภาษาใจ สมาธิก็เช่นเดียวกัน ถ้าใจเราเข้าถึงกลาง เข้าถึงแก่น เพราะจิตใจตัวนี้คือตัวรู้คือธาตุรู้จริง ๆ อย่างที่ใจเราเข้าใจอยู่นี้อย่าง หลวงพ่อ ท่านเรียกว่าดวงรู้หรือธาตุรู้ กำหนดลมหายใจเข้าออกจนกว่า จนถึงตัวรากตัวฐาน จนจิตเหลือดวงเดียว มันเหมือนไม่มีตัวไม่มีตน เหมือนกับว่างอยู่บนอากาศ เหมือนกับอยู่คนเดียวในโลกนี้ เหมือนโลกนี้มีเราคนเดียว ไม่มีคนอื่นเลยหมายความว่า |
จะอยู่ในสภาพยืนเดินนั่งนอนอะไร ไม่มีสภาพ ที่ปรากฎว่ามันยืนหรือมันนั่งหรือมันนอน รู้แต่ว่าสภาวะมันมีอันเดียว ถ้าเป็นญาณระดับนี้เรียกว่าอากาสานันจายตนะ อยู่กับลม ถ้าทำจนชำนาญ ลมหายใจเข้าออก อากาศคือช่องว่าง จะอยู่ตรงไหนอยู่ได้หมด เพราะใจจริง ๆ มันไม่ได้ใหญ่โตนะ ใจมันนิดเดียว มันอยู่ตรงไหนก็ได้แทรกอยู่โลกใบนี้ ตรงไหนก็ได้
เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณทั้งหลายที่มันมาจากเราเยอะแยะมากมายมหาศาล เป็นแสน ๆ เป็นล้าน ๆ แต่ที่อยู่ของเขาก็อยู่นิดเดียว มันไม่เหมือนกับเรา นับเอาจำนวนคนว่า บ้านหลังนี้มีคนเท่านี้ นี้เป็นเรื่องรูปหยาบ ไม่ใช่รูปละเอียด รูปละเอียดเขาอยู่ด้วยความรู้ ดวงรู้มันอยู่ได้ยังไง เขากินยังไงมันไม่มีปากจะกินยังไงไม่มีปาก จะได้ยินยังไงไม่มีหู จะหายใจยังไงไม่มีจมูก เอ้า ก็เราลองนึกถึงอารมณ์ของเรา เมื่อตอนเรานอนหลับ เวลาเรากินเรากินเข้าทางปากนี้แหละ มันมีไหม? ไม่มี เวลาได้ยินใช้หูก็จริง เรานอนแอ้งแม้งอยู่ได้ยิน? ไม่มี มันไม่ได้ใช้เลย มันไม่ได้เกี่ยวเลย มันไม่เกี่ยวกับรูปร่างกายธาตุสี่ขันธ์ห้าตัวนี้ มันไม่ได้เกี่ยวเลย มันเกี่ยวเพราะรูปที่มันเป็นธาตุรูป |
คือธาตุที่ใจหรือจิตตัวนี้มันยึดเอาเป็นรูปเป็นร่างเป็นตัวเป็นตนเรียกว่าอุปาทานคือรูปของใครของมันจำมาตั้งแต่เกิด มันจำอะไรมามันก็ติดอยู่กับตัวนั้น มันติดอยู่กับรูปเพราะว่าอะไร เพราะว่าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตัวนี้มันจำเป็นต้องอาศัยรูปอยู่ ถ้าไม่มีรูปมันอยู่ไม่ได้ เหมือนเรานอนแข็งทื่ออยู่นี้ มีแต่รูป ส่วนนามมันไม่มีแล้ว นามไม่ได้แปลว่าชื่อ นามมันคือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นามมันไม่มี มันไม่ได้ครองแล้ว มันก็แข็งทืออยู่นั้นแหละ แต่ว่ามันไปแล้ว มันอาศัยตัวนี้แหละ มันไปอาศัยตัวตนตัวนี้แหละ ที่มันจำได้หมายรู้เรียกว่าสัญญานี้เองเป็นตัวพาไป ตัวประคองมันไป บางครั้งใครจะไปเผา ใครจะไปทุบ ใครจะไปฝัง มันไม่เดือดร้อน มันจะเน่ามันจะเสีย หนอนจะเจาะยังไงมันก็ไม่เกี่ยว ตัวนั้นต่างหาก เพราะฉะนั้น ตัวนั้นจึงสำคัญ ตัวนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ที่เราพาทำในวันนี้เพื่อให้เข้าถึงตัวนั้น ให้เข้าใจตัวนั้น ไม่ใช่ว่าตัวนี้ (ร่างกาย) ตัวใจนี้ |
|
| |
| แต่ในขณะเดียวกันถ้าใจมันละถอนปล่อยวาง ก็เป็นธาตุขันธ์ที่มันเป็นตัวตนในปัจจุบันนี้ ก็มาละตอนที่เรารู้ ด้วยความมีสติอันนี้ ละธาตุสี่ขันธ์ห้า รูปร่างกายจะรู้จะเห็น ไม่ว่าจะเป็นธาตุเป็นอะไรก็ตาม มันละตอนนี้ ละถอนปล่อยวางมันละตรงนี้ ไม่ใช่ละในฝันก็เพราะอะไร เพราะอันนั้นมันเป็นแค่รูปที่จำมา มันเป็นสัญญาไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง มันเป็นธาตุละเอียดอยู่ข้างใน เพราะฉะนั้น ภูตผีวิญญาณเรียกว่าภาพ เขาก็มีภาพของเขานะ แต่มันเป็นภาพละเอียด เพราะฉะนั้นผู้ใดก็ตามที่บอกว่าเคยเห็นผี เห็นอย่างอื่นที่มันปรากฏเป็นรูปเป็นร่างตัวนั่นแหละ พึงทราบว่าท่านเป็นคนโชคดีที่สุดในโลก เพราะอะไร เพราะเขาเป็นกายละเอียด กว่าจะรวมตัวเป็นพลังกายหยาบ ๆ ต้องใช้พลังงานเยอะมาก ๆ ที่ทำให้เราเห็นตัวเห็นตน ไม่ใช่ของง่ายเลย ก็นับว่าเราเป็นคนโชคดีมาก ๆ แปลว่าเขาต้องสนใจในตัวเรา อาจจะเป็นญาติ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นพ่อเป็นแม่ เกี่ยวข้องกันในอดีต เขาจำเราได้แต่เราจำเขาไม่ได้ ที่มาปรากฏตัวให้เห็นก็เพื่อจะบอกว่าทำบุญให้หน่อยนะอุทิศส่วนบุญหน่อยนะยังอยู่ยังไม่ได้ไปไหน แต่เรากลับไปมองว่าเขาเป็นผี แรกเห็นละกลัว มันก็เลยกลายเป็นคนละเรื่องกัน เขาปรากฏตัวอย่างนั้นดีแล้ว ถือว่าเราโชคดี ล้านคนหนึ่งคน ก็ถือว่ามากแล้วที่เห็นผี ไม่ใช่ของง่าย เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเราเป็นผู้โชคดีที่เห็นผี อย่าได้ไปกลัวเลยเราจะได้พิจารณา จะได้เห็นกับตาหนังของเรานี้ ตาเนื้อไม่ใช่ตาใน ก็ถือว่าโชคดี จะได้พิจารณาว่าภูตผีวิญญาณมันก็มีจริง มันก็อาจโชว์ตนมันก็มาจากเรา มันก็มาจากมนุษย์นี้แหละ เราจะได้ไม่ประมาท เพื่อยืนยันว่าโลกนี้มีจริง โลกหน้ามีจริง เราก็จะไม่ได้ประมาทจะได้เร่งความเพียร ให้มันมากขึ้น ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ มันน่าจะเป็นผลดี เราคิดในแง่นี้ ไม่จำเป็นต้องไปกลัว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นแนว ในการปฏิบัติของพวกเราไม่ว่าผู้ใดก็ตาม ถ้าปฏิบัติอย่างนี้แนวนี้ คือว่าจิตเข้าถึงจิตเข้าถึงใจในรูปแบบอย่างนี้ มันก็เหมือนกัน เห็นยังไงรูปเป็นอะไรก็แล้วแต่ มันก็เหมือนกันเห็นเหมือนกัน
|
นิมิตมันก็คือนิมิตแต่ว่าครูบาอาจารย์ท่านก็บอกแล้วสอนแล้วว่านิมิตก็คือนิมิต มันก็เหมือนกับความฝันนั่นแหละ เหมือนกับคนนอนหลับแล้วมันฝัน ทุกคนล้วนเคยฝันทั้งนั้นไม่มีใครไม่เคยฝัน โดยปกติโดยธรรมดาของเรานั้นนักปฏิบัติก็เช่นเดียวกันเมื่อปฏิบัติได้แล้วในระดับหนึ่ง ก็จะพบก็จะเจอ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเจอทุกองค์ทุกองค์ แต่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องไปพบไปเจอ ไปพบไปเห็น แต่ถ้าเรารู้เราเห็น ก็แสดงว่าแนวนึกแนวคิดแนวปฏิบัติหรือสิ่งเหล่านี้ มันเป็นของเก่าของเราเอง ในอดีตชาติเราเคยปฏิบัติแนวนี้ คือจริตของเราเป็นอย่างนี้
บางคนอาจจะเป็นศรัทธาจริต สำหรับคนศรัทธาจริตเมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้ก็เพิ่มความศรัทธา เพิ่มความมั่นใจ เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับเราว่าในทางปฏิบัตินั้นถ้าเราปฏิบัติจริง ได้จริง มีผลจริง ๆ มันก็เป็นกำลังใจให้กับเรา ในขณะเดียวกันถ้าเป็นศรัทธาจริตอีกรูปแบบหนึ่งเมื่อเห็นแล้ว ก็จะเกิดความลุ่มหลง อยากเห็นโน้นอยากเห็นนี้ไปคนละเรื่อง ถ้าอย่างนั้นไม่เห็นเสียเลยดีกว่า เพราะเห็นแล้วมันไม่ได้เป็นประโยชน์ มันมีแต่โทษอย่างเดียว มันจะเป็นโทษยิ่งพระสงฆ์องค์เจ้าแล้ว ถ้าเห็นตรงนั้นแล้วอย่าไปพูดไปจาขยายความใหญ่โต ศรัทธาประชาชนก็หลั่งมา แห่มา สมณะธรรมที่คุณปฏิบัติ สมณะธรรมที่คุณมีอยู่นั้น มันก็เคยมี แรก ๆ มันก็เคยมี เคยได้ เคยปรากฏ พอรับแขกเยอะ ๆ คนมามาก ๆ อ้าวไปคนละเรื่องเลย อันที่เป็นอยู่ อันที่เห็นที่เป็นอยู่มันก็หดมันก็หายไป ความต่อเนื่องมันก็ไม่มี กลายเป็นคนโกหกหลอกลวง เคยเห็นตัวนั้น เคยเห็นจะบอกว่าไม่เห็น มันก็ไม่ได้ เดียวหลวงพ่อ หลวงพี่ หลวงน้าดูให้หน่อย อ้าวไปคนละเรื่องเลยที่นี้ กลายเป็นพระดูทางใน มันไม่ใช่
|
|
ที่นี้ลาภสักการะแก้วแหวนเงินทอง ของมีค่า ขนมนมเนยก็ตามกันมาที่นี้ มันลามไปถึงสิ่งเหล่านี้ มันก็กลายเป็นความหลง หลงตัวเองอุปาทานเข้ามาแทนที่ ธรรมมันก็กลายเป็นธรรมเมา ไปแล้วที่นี้คือเมาตัวเอง ไม่ไปไหนมาไหน แทนที่จะก้าวหน้า เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงกล่าวว่า อย่าไปพูดรู้ทั้งรู้อยู่ก็อย่าไปพูด แม้มันมีอยู่ในตัวในตนก็จริงแต่ห้ามพูด ถ้าพูดท่านปรับ ถ้าสิ่งที่พูดมันไม่มีจริง ไม่ปรากฏจริงในตัวในตน หมายความว่าคุณวิเศษ ที่เราพูดไปนั้น กล่าวไปนั้น มันไม่มีจริง ท่านปรับหนักโทษถึงตาย ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านโทษถึงตาย แต่ว่าถ้าสิ่งที่เราพูดนั้นถ้ามันมีจริงเป็นจริง ได้จริง เห็นจริง รู้จริง ท่านปรับอาบัติรองๆ ลงมา อาบัติเบาๆ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เป็นประโยชน์อันใดเลย แต่ถ้าจะพึงพูดจะพึงบอก จะพึงให้คต ิให้ข้อสังเกต คือว่าก็บอกเป็นนัย ๆ ครูบาอาจารย์ท่านจะรู้เลยว่าลักษณะท่านจะเข้าใจเอง อาจจะเป็นว่าพูดให้เป็นอุปมาอุปมัยอย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นที่รู้กันเป็นที่เข้าใจกัน แต่ถ้าบอกตรงๆ ไม่มีครูบาอาจารย์ท่านไหนทำกัน ไม่ปฏิบัติกัน ไม่ว่ารุ่นไหน รุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก ท่านก็ไม่ทำกัน ถ้าใครทำผิดแปลกแตกแยกจากนี้ไป แตกแยกจากนี้ไป ก็แสดงว่าคนนั้น คนนั้นเริ่มพิศดาร มนุษย์พิศดาร พูดง่าย ๆ คือ เริ่มนอกแถว ต้องระวังพวกเราก็ต้องระวัง ไม่ใช่ไปสนับสนุน เพราะอะไร? สุดท้ายแล้วพระประเภทนี้ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ลาภสักการะที่ศรัทธามหาชนขนกันมาถวาย ขนมนมเนยเหล่านั้น ยศถาบรรดาศักดิ์ อื่น ๆ อะไรก็ตามที่ตามมา สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องฆ่าพระเอง |
ถ้าเรารู้อย่างนี้แล้วในฐานะที่เราเป็นศรัทธาประชาชนลูกศิกษ์ลูกหา เราจะฆ่าครูบาอาจารย์ได้ลงคอเหรอ เพราะฉะนั้นอย่าไปฆ่ากันเลย อย่าไปทำเลย อย่าไปสนับสนุนในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ที่พระพุทธเจ้าไม่บอก ไม่กล่าว ไม่สอน ถ้าจะถาม ถ้าจะพูด ถ้าจะกล่าว ก็ต้องบอกว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้ ครูบาอาจารย์ท่านสอนอย่างนี้ ไม่ใช่แนวนึกแนวปฏิบัติโดยตรง ไม่ใช่ว่า อาตมาคิดว่า อาตมารู้มาว่า ก็ไม่ใช่ อาตมาก็คือตัวตน คน ๆ หนึ่งพระรูปหนึ่ง คน ๆ หนึ่ง มันไม่ใช่เป็นกลาง พูดอย่างนี้มันก็เหมือนไม่เป็นกลาง เป็นธรรมชาติ คือมันไม่ได้ออกจากใจ คือยึดเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งมันไม่ใช่ เราไม่ใช่ไม้บรรทัด ไม้เมตร ไม่ใช่ตลับเมตร ที่จะเป็นบรรทัดฐาน ที่จะเป็นตัววัด ไม่ใช่ตราชั่งเป็นเครื่องตวง ไม่ใช่ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแค่คน ๆ หนึ่ง เป็นองค์ประกอบของสังคม เพราะฉะนั้น ถ้าจะแอบ ถ้าจะอ้าง ถ้าจะยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง มาขยายความ ก็พึงยกเอา สิ่งที่ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เท่านั้นจึงจะเป็นบรรทัดฐานให้กับพวกเราได้ ไม่ใช่บอกครูบาอาจารย์บอกข้าพเจ้าว่า ครูบาอาจารย์บอกว่า องค์ไหนก็ไม่รู้ครูบาอาจารย์ แล้วถ้าครูบาอาจารย์องค์นั้นบอกมาผิดละ ถ้าเป็นการอ่าน ๆ มาผิด ถ้าเป็นการผิดก็ไม่บอกว่าผิด กลับเอามาขยายต่อไป นี้เป็นความบาป นี้คืออสัทธรรม หรือสัทธรรมปฏิรูป ที่มันแปลกปลอมเข้ามา คือมันมีอยู่อีกเยอะ ในหมู่คณะพระเณร ครูบาอาจารย์เรา ของเราก็มี โดยที่เราไม่รู้ตัว บางอย่างพระพุทธเจ้าไม่ได้บอก ไม่ได้ตรัส ไม่ได้สอน อย่างนี้ แต่เรากลับไปพูดอีก พระพุทธเจ้าสอนว่า ซึ่งมันไม่ใช่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน พุทธเจ้าไม่ได้บอก ก็ต้องระมัดระวังอย่างนี้ มันเสีย หรือว่าศรัทธาญาติโยมจำเอาไปปฏิบัติต่อ บอกว่าพระพุทธเจ้าพูดว่า พระพุทธเจ้าสอนว่า ซึ่งมันไม่ใช่รู้จากตำรา รู้จากครูบาอาจารย์
|
แต่ถ้ารู้ออกจากจิตใจ แน่นอน แน่นอนที่สุด เพราะเหตุไร เพราะเหตุบอกว่า อย่างกล่าวในเบื้องต้นก็คือท่านบอกว่า ภาษาใจนี้มีภาษาเดียว ถ้าความรู้เหล่านี้เกิดขึ้นที่ธาตุรู้ คือที่ใจแล้ว มันมีอย่างเดียวกัน มันเหมือนกัน ไม่ได้แยก ไม่ได้แปลก แม้ดังเช่นความสงบ ก็เมื่อเกิดขึ้นแล้ว มันไม่ได้บอกว่า ความสงบอันนี้เป็นความสงบของฝรั่ง ความสงบอันนี้เป็นความสงบของคนจีน ความสงบอย่างนี้เป็นความสงบของคนไทย ความสงบอย่างนี้ เป็นความสงบของคนกัมพูชา คนลาว ไม่มีหรอก ไม่มี มันไม่ได้แยก เมื่อเข้าถึงความสงบพรึบ มันเป็นความสงบอันเดียวกัน มันสงบ มันเย็น มันสบาย เหมือนอากาศขณะนี้ท่านทั้งหลาย มันโดนใครมันก็เย็นเหมือนกันหมด มันไม่ได้เลือกเลยว่า กระทบผู้หญิง แล้วมันเย็นอีกแบบหนึ่ง กระทบผู้ชายแล้วมันเย็นอีกแบบหนึ่ง กระทบสมณพระเณรมันเย็นอีกแบบหนึ่ง มันไม่ใช่ เพราะอะไร เพราะมันเป็นธรรมชาติ มันเกิดมันเอง มันเป็นมันปรากฎเองตามธรรมชาติ จึงเรียกว่าธรรมะ มันไม่ได้เลือก นี่
|
|
| นี่เราก็เช่นเดียวกันถ้าธรรมะอย่างนี้ เกิดขึ้นในจิตในใจของพวกเราแล้ว มันจะเข้าใจของมันเอง มันจะอธิบายขยายความของมันเอง อ๋อความสงบมันเป็นอย่างนี้ มันเกิดความสงบ มันเกิดความสบาย มันสุข มันปิติ มันเป็นอย่างนี้ มันไม่เหมือนกันแต่ละคน มันก็มีความรู้บอกของมันเอง และอื่น ๆ ความรู้ ความสามารถ ความสามารถพิเศษ อื่น ๆ ที่มันตามมา มันมี มันเป็น มันปรากฎของมันเอง ไม่ต้องไปขอเอง ไม่ต้องอธิษฐานเอา ไม่ต้องไปไหว้เอา แน่ะ มันเป็นของมันเอง เมื่อมันเป็นแล้วปัญญามันเกิด มันจะรู้ว่าจะแยกแยะจัดแจ้ง ว่าอ้ออันนี้คือเป็นอย่างนี้ อันนี้คือเป็นอย่างนี้ มันมีมันเป็นของมันเอง ไม่ต้องไปโอ้อวด ดังนี้ครูบาอาจารย์ท่านจึงไม่โอ้อวด ไม่อวดตัวเอง ไม่ทับถมคนอื่น ยกตนขมท่านไม่มี ว่าข้าพเจ้านี้เก่ง ข้าพเจ้าวิเศษ ข้าพเจ้านั่งได้เท่านี้ มันไม่มีติดใจ ยิ่งสูงเท่าไหร่ จิตใจมันยิ่งอ่อน ยิ่งละเอียด จิตมันเป็นอย่างนั้น |

|
ในขณะเดียวกัน คนหยาบกระด้าง จิตที่มันหยาบกระด้าง พอนิดๆ หน่อย ๆ เอาแล้ว ห้านาที สิบนาที คุยใหญ่โตเลย นั่นมันยังไม่เข้าใจ พื้นฐานของจิต ศีล สมาธิ ปัญญา มันยังไม่บริบูรณ์ คือ ไม่บริบูรณ์ มันก็หมายถึงว่ามันไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ยังแยกกันอยู่ ก็หมายความว่าสติ เราก็จะเข้าใจว่ามันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ว่าสมาธิก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เหมือนเป็นเรื่อง ๆ เป็นอย่าง ๆ ปัญญาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันแยกเป็นตัว ๆ มันไม่ใช่ พอเอาเข้าจริง ๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้ถ้ามันเกิดแล้ว มันเกิดพร้อมกัน แล้วมันไม่ใช่เลือกว่าอันนี้เกิดก่อน เกิดหลัง เกิดกลาง มันไม่ได้เลือก ตัวไหนสติ ตัวนี้ปัญญา มันตัวอันเดียวกัน หมุนติ้ว ๆ ๆ ๆ ที่จะต่อ ที่จะปะทะกับกิเลสอย่างละเอียด ยิ่งละเอียดเท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งหมุนเร็วเท่าไหร่ แสงสว่างก็ยิ่งหมุนเร็วเท่านั้น หมายความว่าสติปัญญามันก็คมเท่านั้น ยิ่งละเอียดเท่าไหร่ ยิ่งใช้ปัญญาละเอียดตามไปด้วย ตามลำดับ ๆ สติปัญญาของหยาบ ก็ใช้กับของหยาบ ๆ ปราบ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นตัวปราบ ของหยาบ ๆ ที่เราเห็น ๆ กัน ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่เราเห็นได้ สัมผัสได้ ตัวแสดงอาการพอใจ ไม่พอใจ ที่เห็น ๆ กันอยู่ ตาแดง ตาขวาง ใส่กัน หรือออกมาทางวาจา อันนี้เป็นของหยาบ ๆ นะ ไม่มีของละเอียดใด ๆ เลย ไม่ถึงขั้นกลางด้วยซ้ำไป ถ้าเราปฏิบัติลงไปสิ่งเหล่านี้มันจะรู้ มันจะปรากฎแสดง อ้อมันเป็นอย่างนี้ |
ทีนี้เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วเราก็จะตรึกจะตรอง โอ้ ครูบาอาจารย์ ยกเหนือเกล้าจริง ๆ ไม่ควรไปยุ่งกับท่าน ไม่ควรอุปมาอุปไมย ไม่ควรเอาเราไปเทียบไปเคียงกับท่านเลย ไม่มีเลย แม้เพียงคำว่าเล็กน้อยก็ไม่มี ไม่มีที่จะเทียบกับครูบาอาจารย์ ไปเทียบชั้น เทียบภูมิ ไม่มี มีแต่ความเคารพ อารมณ์มันเป็นอย่างงั้น และจิตผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเขาเป็นอย่างงั้น มันอยู่ ที่จะไปดูถูกดูหมิ่นกันมันไม่มี มีแต่ความเคารพยกย่องเป็นแนวทางปฏิบัติ อ้อถ้าเราไม่ได้พบครูบาอาจารย์ ไม่ได้ยิน คำพูดคำจาคำสอนของครูบาอาจารย์เราจะเป็นยังไง เราก็จะเป็นคนดิบ ไม่ใช่เป็นอย่างนี้ เราก็จะเป็นคนหยาบคาย ไม่สุภาพ เมื่อนึกคิดอะไรก็จะแสดงไปตาม อันนี้ไม่สุภาพแล้ว แต่ถ้าคิดนึกได้ยับหยั้งได้ อันนี้แล้วความสุภาพมันก็จะตามมา แน่เพราะอานิสงส์ของการฟัง การฝึก เพราะเราตามครูบาอาจารย์เป็นดีที่สุด ยกครูบาอาจารย์เอาไว้เป็นดีที่สุด ยังไงก็ครูบาอาจารย์ ลูกศิษย์มันต้องมีครู โบราณท่านถึงบอกว่าศิษย์มันต้องมีครู ไปลบหลู่ไม่ได้ เพราะยังไงครูท่านก็มีไม้ตาย เห็นไหม เวลาเขาสอนละครลิง ดูละครสัตว์ พวกลิงพวกค่างเนี่ยะ เขาเรียกว่าไม้ตาย เขาจะต้องเก็บเอาไว้เพื่อปราบ เมื่อวันหนึ่งมันจะกำเริบขึ้นมา หมายความว่าศิษย์มันจะกำเริบ เหมือนลิงมันกำเริบขึ้นมา มันรู้ทันเจ้านาย มันเอาไม่อยู่ มันก็มีไม้ตาย เอาไว้ปราบลิงนั่น
|
 |
...พวกเราก็เช่นเดียวกัน เป็นลูกศิษย์ก็ต้องมีครู ต้องมีหลัก เหมือนเราอยู่บ้าน อย่างน้อยพ่อแม่ก็เป็นหลักให้เรา ต้องมีสิ่งที่เรา ใจเรากลัว ใจเรายอม ต้องมี ไม่อย่างนั้นในบ้านเราไม่กลัวใครเลย พ่อก็ไม่กลัว แม่ก็ไม่กลัว เอาไปกันใหญ่ เอากันไม่อยู่อย่างนี้ แนะศิษย์ไม่มีครู จิตไม่มีหลักมันจะเป็นอย่างนี้
ดังนั้นพวกเราในฐานะนักฝึก นักหัด นักปฏิบัติ ให้น้อมนำเอาสิ่งเหล่านี้ไปพิจารณา เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติของพวกเรา เราก็จะได้พบความสำเร็จตามสมควรแก่ตน ตามฐานานุรูปของต้น เรียกว่าได้รับธรรมตามการปฏิบัติตามสมควรแก่ธรรม เรียกว่า ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ นั่นเอง ฝากพวกเราเอาไปคิดเพียงเท่านี้... |
| |