มรดกธรรมของหลวงพ่อ
หนังสืออนุสรณ์การมรณภาพครบปีที่ ๔
ธนาคารธรรม ตอน ๑
(Bank Of Dhamma I)
ธรรมโอวาทของพระนพีสีพิศาลคุณ (ทองอินทร์ กุสลจิตฺโต)
วัดสันติธรรม ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
|
|
|
******************************************************************************
ภาพประกอบจาก INTERNET
|
ยังมีเชื้อ เกิดแน่นอน
...ที่พึ่งของกาย มีทรัพย์โภคะกันขนาดไหน เราก็ได้อาศัยกันชั่วขณะที่เรามีชีวิตอยู่เท่านั้น ไม่สามารถที่จะนำไปเป็นที่พึ่งในภายภาคหน้าได้ แต่ทางพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้ามีเหตุปัจจัย ถ้าใจยังมีเหตุปัจจัย คือหมายถึงว่ามีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม หรือความโลภ โกรธ หลง เต็มอยู่ที่ใจ อยู่แล้วนี่ ต้องเกิดอีก เพราะมันเป็นเชื้อที่ให้ใจยึดถือ หรือว่า ยังไม่สามารถตัดรูปภายในออกได้
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑ ความสุขทางใจ หน้า ๑๓๓
|
|
อวิชชา
...อวิชชา ก็หมายถึง ใจ วิญญาณธาตุที่มันมี ใจตัวนั้นมันโง่ มันไม่รู้สุข รู้ทุกข์ แล้วก็วิ่งเข้าไปคว้าเอาเลย จึงมีในหลักอวิชชา ว่า ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ความดับทุกข์ ไม่รู้จักทางปฏิบัติ เพื่อให้หลุดพ้นจากทุกข์นี้...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๘ อวิชชาพาเกิด หน้า ๑๗๕
|
ความอยากเป็นตัญหา
ให้พวกเรานะจำหลักอันนี้ไว้ ปฏิบัติสม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ อย่าไปเอาตัณหาเข้าไปใส่ ครั้นไปทำแล้วอยากจะให้ได้ ให้เป็นอยู่อย่างนั้น มันก็ไม่เกิด เมื่อไม่เกิดก็เดือดร้อนแล้ว ว่าเอ้ย เรานี้ปฏิบัติมานมนานแล้วไม่เห็นเป็นเห็นมีซะทีหนึ่ง ท้อถอยแล้ว จะไปเอาอะไรละ เราเอาใจของเราปฏิบัติเอา...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑๗ อริยสัจ ๔ หน้า ๒๓๖
|
อวิชชา คือ ใจไม่รู้
..บุญบาป มันอยู่ที่ใจที่นี้ เบื้องต้นที่สุดมันคืออวิชชา แปลว่าไม่รู้คือไม่รู้ใจ ไม่รู้จักใจตัวเองจึงเป็นอวิชชา ว่าตามกิริยาคือ ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักเหตุทุกข์เกิด ไม่รู้จักความดับทุกข์ ไม่รู้จักข้อปฏิบัติที่จะปฏิบัติให้พ้นจากทุกข์ก็ว่าถึงกิริยาเท่านั้น แต่ว่าตัวไม่รู้จริงๆ คือใจ เรียกว่า เราไม่รู้จักใจ ใจไม่รู้จักใจ คือไม่รู้จักตนเองนั่นแหละ มันจึงเป็นอวิชชาดำมืด เมื่อมันดำมืด จึงไปตามเรื่องของมัน...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑๐ การตั้งจิต หน้า ๑๘๗
|
ใจละโลภ โกรธ หลง เหมือนการล้างโอ่ง
... ว่าโดยย่อกิเลสตัวต้นเค้า คือ โลภะ โทสะ โมหะ โลภะ ความอยากได้ ความต้องการ ความปรารถนามันมีอยู่ที่นี่ นอนอยู่นั่นนะ โทสะความไม่พอใจ หงุดหงิด ทั้งเกลียดคนอื่นเขา หรือสิ่งใดไม่พอใจก็โกรธขึ้นมา หงุดหงิดขึ้นมา โมหะคือหลงไปตามอำนาจ สิ่งเหล่านั้นมันมีอยู่ในจิตนั้นหละแต่เราไม่ไปกุมละ มันดอก ไม่ต้องละมันหรอก เอาสิ่งดี ๆ นั้นเข้าไป เก็บเข้าไป สิ่งนั้นมัน อยู่ไม่ได้ละ โลภะ โทสะ โมหะ มันอยู่ไม่ได้ เราเอาสติ สมาธิ ปัญญา เข้าไป เก็บเข้าไป เหมือนกับเราจะล้างโอ่ง ให้มันสะอาด โอ่งมันสกปรกเหลือเกิน เราก็เทน้ำเข้าไป เทเข้าไป ๆ มันก็ไปฉอกกัน แล้วเอามือขัด ๆ เสียแล้ว เอาสิ่งมาขัด ๆ มันก็สะอาด...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๔ ตามรอยพระอริยเจ้า หน้า ๑๕๐
|
|
อวิชชาพาให้เกิด (เรื่องคนระลึกชาติ)
หลวงพ่อได้เล่าเรื่องคนระลึกชาติได้ ว่ามีตาแก่คนหนึ่ง อายุประมาณหกสิบปี เป็นคนจังหวัดเลย ได้พบกับพระอาจารย์ของหลวงพ่อ แก่เล่าว่าแก่ระลึกชาติได้ เมื่อชาติที่แล้วแกเป็นเจ้าอาวาส พอแกมรณภาพแล้ว เขาก็ตั้งศพไว้บนศาลาวัด แก่ก็วนเวียนอยู่ในวัด พอเขาเอาศพแก่ไปเผา แกก็ไปกับเขา ทีนี้พอแก่กลับมาวัด แก่ขึ้นบนศาลาไม่ได้ แก่ก็วนเวียนอยู่ในวัดนานทีเดียว ต่อมามีหมาดำตัวใหญ่มาปรากฏให้แก่เห็น และบอกให้แก่ขี่มันไป แกก็ไปกับมัน มันพาแก่ไปนอนพัก ในถ้ำแห่งหนึ่ง แก่ก็หลับไป พอตื่นมาอีกที แกหาทางออกจากถ้ำไม่ได้ แก่พยายามดันตัวออกมา ที่ไหนได้ แก่คลอดออกจากท้องแม่แล้ว พอมาชาตินี้ แก่ก็ระลึกชาติได้ |
|
้ซึ่งหลวงพ่อได้เล่าไว้ว่า อายุแกได้ซักขวบหนึ่ง แกก็พูดได้แล้ว ระลึกชาติได้เลยว่าแกเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เล่าให้เขาฟัง ชี้แจงให้เขา แกบอกให้เขาฟังให้หมดเลย อีกสิ่งหนึ่ง เรื่องหนังสือ ตำรับตำราแกก็อ่านได้หมดเลย อะไรที่แกเขียน ๆ ไว้ที่แกอยู่วัด ก็ชี้บอกว่า ของแกทั้งนั้น เป็นเพราะว่าแกไม่ได้เรียนหนังสือ แกจำได้หมดเลย อันนี้ก็แนวเดียวกันที่ว่าให้ฟังมันเป็นวิญญาณชนิดหนึ่ง คือมีภาพ รูปร่างกายที่ศพ เขาตั้งศพไว้ที่ศาลาวิญญาณแกไม่ได้อยู่ในนั้น แต่ว่ามาอยู่นอก อาศัยภาพ มโนภาพ คือ ขันธ์ห้า ที่มันสิงในจิตนั้นน่ะอาศัยล่อง (วิ่ง)ไปล่อง (วิ่ง) มา เป็นตัวเองทั้งนั้นน่ะ คือดวงรู้ ใจ เรียกว่า ใจก็แล้วกัน ใจมันมีเครื่องห่อ อาศัย อาศัยขันธ์ห้า มโนภาพ ไม่ใช่ขันธ์ห้าจริง แต่มันเป็นภาพ ใจเกาะในนั้น ดังนั้น เมื่อใจของบุคคลผู้ใดยังไม่มีสติ สมาธิ ปัญญา พอบริบูรณ์แล้ว ตัวอวิชชานั้นจึงดำมืด ไม่สามารถจะมองเห็น แหวกว่ายตัวเอง ออกนอกได้ ไม่สามารถแยกว่า นี่คือขันธ์ห้า นี่คือใจ ในตัวเราทุกคนนี้ก็เหมือนกัน เมื่อใจยังไม่สงบ เราก็ไม่สามารถที่จะแยกแยะขันธ์ห้าได้ เมื่อใจสลงลงแล้วปั๊บ เราอ่านขันธ์ห้าทีนี้...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑๔ ตั้งสติพิจารณาธรรม หน้า ๒๑๕
|
|
|
สุขที่เจือด้วยทุกข์
...พวกชาวโลกที่เขามีสามี ภรรยา แล้วเป็นสุข แล้วก็เป็นทุกข์ อยู่ในนั้นแหละ อาตมาเคยเปรียบเทียบ ว่า เอ้อ อย่างนั้นแหละที่เขาเป็นสุข มันเป็นทุกข์ แม้จะเป็นทุกข์ก็ไม่กลัว เหมือนกับตำน้ำพริกเผ็ด ๆ นั่นนะ กินแล้ว มันเผ็ดแต่มันอร่อยนะ ในเรื่องกามคุณทั้งหลาย ที่เขาเสวยกามคุณ แม้จะเป็นทุกข์ แต่ก็มีสุขอยู่ในนั้น แม้มีทุกข์เขาก็ไม่กลัว เพราะมันรสอร่อย อยู่ตรงนั้น..
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑๖ ภาวนาพุทโธอยู่ที่ใจ หน้า ๒๓๑
|
สันติภาพจากข้างใน
...เราให้พิจารณา ตามความเป็นจริง ทุกสิ่งในโลก มันก็ต้องมีสิ่งวุ่นวายอยู่อย่างนั้น จะให้มันสงบ ที่เขาเรียกร้องหาสันติภาพ ๆ มันไม่สงบหรอก ถ้าใจของมนุษย์ นั้นไม่สงบลงเอง จะไปบังคับให้โลกสงบนั้นไม่ได้ ผู้ที่ต้องการให้สงบนั้น จงมาสงบเอาเอง คืออย่าฆ่ากัน อย่าเบียดเบียนกัน อย่าทำลายกัน อันนั้นข้างนอก ทีนี้จิตใจของเราก็เหมือนกัน อย่าไปเพ่งไปมอง อย่าไปมุ่งหวังที่จะเอาข้างนอกนั้น...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๒ อานิสงส์ของการแผ่เมตตา หน้า ๒๗๒
|
|
พิจารณาความตาย
ให้พิจารณารู้จักตัวเอง ไม่ให้เราหลงในวัย ว่าเราไม่แก่และเป็นเครื่องหมายว่า เราจะต้องจากโลกนี้ไป จะรู้อยู่อย่างนั้นไม่ได้จะต้องไป ร่างกายในขณะที่หนุ่มแน่นก็หนุ่มแน่นมันก็หายไป หายไป หายตั้งแต่เด็กแต่เล็กมาจนเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นวัยกลางคนและก็ไหลไปเรื่อยๆ มีความแก่ตามมา
พระพุทธเจ้าสอนให้เราสวดว่าเราแก่เป็นธรรมดาต้องการให้เรารู้เพื่อในขณะที่เรากำลังสวดอยู่นั้นน่ะความเจ็บไข้ได้ป่วย เจ็บไข้ธรรมดามันยังไม่มาถึงขณะนั้น ขณะที่เรากำลังสวดนั้น แต่มันก็ต้องมาเราก็เตรียมตัวไว้ เมื่อเราเจ็บไข้ได้ป่วย มันเป็นมันรู้ขึ้นมาแล้วเราจะได้ทำใจ แล้วก็ตายธรรมดาทีนี้คิดกันข้างใน ของที่แก่เจ็บตายคือรูปร่างกายมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑๘ พิจารณาความตาย หน้า ๒๓๙
|
|
|
หายสงสัย
เรื่องนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ผู้ที่ชอบคิดมากชอบพิจารณามาก บางคนบางพวกบางเหล่ามันไม่เชื่อ ว่าความชั่วคงไม่มี บุญคงไม่มี นรกคงไม่มี สวรรค์คงไม่มี เรียกว่า ไม่ได้พิจารณา เอาแต่ความคิดซึ่งเป็นฝ่ายปริยัติเป็นหลัก พิจารณา เมื่อไม่เห็น ก็ว่าไม่มี ก็เลยเชื่อว่า นรกก็ไม่มี สวรรค์ก็ไม่มี ดังนั้น หลักอันนี้ พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ถ้าอยากให้ตัวเองหายสงสัย อันดับแรก เพียรพยายามทำใจของตัวเองให้เป็นสมาธิ คือสร้างสมาธิให้เกิดมีขึ้นในใจ เมื่อใจเขาเกิด ตัวเองเกิดสมาธิแล้วจึงจะหายสงสัยเอง
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๙ เกร็ดธรรม หน้า ๑๘๐ |
อิริยาบถบังทุกขัง
...กองทุกข์ทั้งหลายอยู่ที่รูปร่างกายนี้ ทุกข์ไม่อยู่ ที่อื่นหรอก มันอยู่ที่นี่ ที่ใจมาอยู่อาศัย มาครองร่างกายนี้ มันเป็นทุกข์ ที่เราสบาย ๆ อยู่ ก็เพราะว่าเราแก้ไข เยียวยา ตลอดเวลา อิริยาบถนั้นมันบังทุกข์ ไม่ให้เราเห็นทุกข์ ความทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ โดยเฉพาะคือ ความไม่สบายกาย ถ้าเรานั่งมาก ๆ ไปก็เจ็บปวด เดินมากเราก็เหนื่อย ๆ เจ็บแข้ง เจ็บขา ทั้งยืน ทั้งนั่ง ทั้งนอน ทั้งเดิน ถ้าอันใด อันหนึ่งมันมากเกินไปแล้ว มันก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น ไอ้ทุกข์ มันจึงอยู่ที่นี่ เราต้องแก้ทุกข์ตลอดเวลา
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๗ ข้อคิดในวันพระ สร้างคุณธรรมในใจ หน้า ๑๗๑

|
สัมปรายิกัตถะ ประโยชน์ภายภาคหน้า
...ตายแล้วเราจะไปไหน ก็ทางไปข้างหน้า ถ้ายังไม่เข้าถึงนิพพานก็เอามนุษย์ เอาสุคติ คือ มนุษย์ สวรรค์ เราไม่เอานรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน ทีนี้การไม่เอาก็จำเป็นต้องมีเหตุ พระพุทธเจ้าก็วางหลักธรรมไว้ให้ทั้งทางปัจจุบัน ทั้งภายภาคหน้าว่า ทำบุญเพื่อภายภาคหน้า ทำบุญเพื่อปัจจุบัน ทำบุญเพื่อปัจจุบัน ก็หมายถึง หาทรัพย์สิน เงินทอง เช่นว่า ให้มีความหมั่น ความขยันหาเงิน หาทอง รู้จักเก็บหอมรอมริบ อันนี้เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนในปัจจุบัน ไปในภายหน้าก็ว่า สัทธาสัมปทา สีลสัมปทา จาคสัมปทา ปัญญาสัมปทา ให้ประกอบด้วยทั้ง ๔ นั้น จะไปไหนละ ตายแล้วบ่ไปนรกหรอก เกิดเป็นมนุษย์และเกิดบนสวรรค์เท่านั้น แต่จะไปนิพพานไม่ได้นะ
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๔ ตามรอยพระอริยเจ้า หน้า ๑๔๘
|
ศีลในองค์มรรคเป็นพื้นฐานของสมาธิ
...ศีลนั้นเป็นสิกขาบท มิใช่ศีลแท้ คือที่เรารักษากันมันเป็นสิกขา ไม่ใช่ศีลในองค์มรรค ศีลในองค์มรรคคือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ นั่นคือ ศีลในองค์มรรค และในการปฏิบัติก็ไม่ต้องไปปฏิบัติศีลประเภทนั้น เราก็เอาศีลสิกขาบทนี่แหละเป็นหลัก เมื่อเราเอาศีลสิกขาเป็นหลักแล้ว เราก็ปฏิบัติ ทีนี้เราก็ใช้ สัมมาวายามะ คือฝึกสติ สัมมาวายามะ คือฝึกหัดเพื่อจะสร้างสติ อันดับแรก ตัวสติที่เราจะฝึกนั้นมันเป็นศีลเบื้องต้น ศีลภายใน ในขณะที่เรานั่งกำหนดจิต ใจของเราก็เป็นปกติ วาจาก็เป็นปกติ ก็เรียกว่า มีศีลอยู่นั้น มีจิตอยู่ในนั้น จึงเป็นการรักษาใจให้มันอยู่ คือการมีสติรักษาใจให้มันอยู่ รักษาจิตให้อยู่ในจุดเดียว ในอารมณ์อันเดียว ในเรื่องอันเดียว จนกว่าจิตนั้นจะรวมลงสู่ภวังค์ของมัน เมื่อจิตมันลงสู่ภวังค์แล้วเมื่อใดนะ เข้าเป็น
เอกัคคตาจิตก็ได้ที่แล้วนะ ไม่หลงงมงายอีกแล้วเนี่ย ปฏิบัติต่อไปอีกได้เรื่อย ๆ ศรัทธาก็มั่นคง...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๕ พระนางสามาวดี หน้า ๑๕๖
|
ศีลเป็นรั้วของใจ
... ลำดับแรกจึงให้เข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รับศีล เรียกว่า ถึงสรณะสามนั้นเป็นแม่บท รับสรณะ ก็หมายถึง เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นหลัก ด้วยการปฏิญาณตนว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ขอถึงพระธรรม ขอถึงพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ เป็นการปฏิญาณอย่างนั้น ก็เป็นข้อปฏิบัติ เพื่อจะรักษาศีล รักษากาย วาจา อันนั้นเป็นเครื่องป้องกันภายนอก เรียกว่า รั้ว เหมือนกับคนมีบ้าน เขาก็มีรั้วบ้าน มีกำแพงบ้าน กำแพงบ้านนั้นมันก็ไม่กันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ถ้ามันมีโจร มีขโมย มันก็ปีนขึ้นกำแพงได้ แต่ว่าดีกว่าไม่กัน เพราะว่า สิ่งที่มันหยาบกว่านั้น มันเข้าไม่ได้ สิ่งที่เข้าไปได้ ในใจของเราก็เหมือนกัน ถ้าว่ามันมีเครื่องป้องกัน เครื่องรักษา คือ กาย วาจา เอาศีล ไปตั้งที่กาย วาจา และใจ ความจริง ก็คือ รักษาใจนี่เอง เมื่อรักษาใจแล้ว สิ่งเหล่านั้น มันก็เป็นไปเองเลย...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๗ ข้อคิดในวันพระ สร้างคุณธรรมในใจ หน้า ๑๖๘
|
|
ความฉลาด
...ความฉลาดนั้นมีสองอย่างฉลาดแบบแกมโกงกับฉลาดที่ประกอบด้วยเมตตาธรรม ความฉลาดเกิดจากการศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ทางโลกมาโดยลำดับ เพราะว่าชาติก่อนโน้น ได้ศึกษาเล่าเรียนมีความรู้ มาเกิดเป็นมนุษย์อีก บุคคลนั้นเกิดมาก็ฉลาด เรียกว่า ฉลาดปราดเปรื่องมาก แต่ว่าไม่ได้อบรมใจ เป็นฉลาดแกมโกงแล้วทีนี้ ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ แล้วทีนี้ ทิฏฐิมานะ ถือว่าตัวเองฉลาด ถือว่าตัวเองเก่งทุกอย่าง แต่ถ้าว่าฉลาดทั้งได้รับการศึกษาและอบรมจิต คือ เอาหลักภาวนามัยสร้างจิตของตนเองให้สงบเป็นสมาธิ ใจของบุคคลใดอบรม ใจก็จะเป็นสัมมาทิฏฐิ ทีนี้สัมมาทิฏฐิ คือเห็นชอบ เห็นถูกต้อง ไม่ผิดทำนองคลองธรรม
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑๓ อานิสงส์ผลบุญ หน้า ๒๐๒
|
การใช้ทรัพย์
..หลักง่าย ๆ ที่ท่านบัณฑิตนักปราชญ์เพิ่น(ท่าน)ตั้งไว้ มีทรัพย์โภคะแล้ว ๑. เอาทิ้งไปในแม่น้ำ ๒. เราใช้หนี้เก่า ๓. เอาฝังไว้ ๔. เอาให้เขากู้ และก็ยังมี ๕.ว่าฝังไว้แล้วแต่ใครจะแยกแยะ อันนี้ความหมายก็คือ เอาทิ้งไปในแม่น้ำ หมายถึงกินใช้จ่าย พอใช้พอจ่าย มันก็หมดไป เหมือนกับทิ้งไปในแม่น้ำ ทรัพย์สินเงินทอง บางอย่างท่านเรียกว่า ใช้หนี้เก่า ๆ ก็หมายถึงว่า ให้พ่อให้แม่ ให้เขากู้ ก็เรียกว่าให้ลูกให้หลาน เอาฝังไว้ หมายถึงทำบุญให้ทาน ที่จะเกิดผลภายหน้า และอันสุดท้ายก็หมายถึงเก็บหอมรอมริบ เพื่อไว้สร้างเนื้องสร้างตัวต่อไป..
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๐ สัมมาสัมพุทธะ หน้า ๒๕๔

|
ปรมัตถประโยชน์
...อย่าให้ตัวเองมีความโง่เขลา เบาปัญญา ต้องสร้างปัญญา ให้ได้ยิน ได้ฟัง ได้ฝึกหัด และยังไม่พอ ยังปรมัตถประโยชน์อีก อันนี้เรียกว่า ประโยชน์ในภายหน้า เรียกว่า สัมปรายิกัตถประโยชน์ ประโยชน์ในภายหน้า สัทธาสัมปทา สีลสัมปทา จาคสัมปทา ปัญญาสัมปทา บริบูรณ์แล้วนั่นล่ะ ให้เกิดประโยชน์ในภายหน้า ไม่ตกต่ำ ไม่ต้องกลัวหรอกที่จะไปตกนรก หมกไหม้ เป็นทางที่เกิดไปสู่ มนุษย์และสวรรค์เท่านั้น ไปทางนี้ได้ ยังไม่ได้นิพพานสมบัตินะ ดังนั้น ท่านจึงมีอีกประโยชน์ ที่เรียกว่า นิพพานสมบัติ เรียกว่า ปรมัตถประโยชน์ ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๐ สัมมาสัมพุทธะ หน้า ๒๕๖
|
คาถามหานิยม
...ในเวลาทั่วไปเราต้องฝึกหัดจิต เพื่อให้ได้ผลเร็วขึ้น คือเราต้องตั้งใจ ในขณะที่เราออกจากภาวนาแล้ว ก็ให้สมมติว่า เราพบหน้าใคร แล้วจะนึกว่า นึกในใจทันที คุณจงมีความสุข ความเจริญ อย่ามีภัยน่ะ ให้นึกอย่างนั้นทุกครั้งไป เจอหน้าใคร ก็ตามเหอะ ให้นึกอย่างนั้น อันนี้แหละคือ มหานิยม...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๒ อานิสงส์ของการแผ่เมตตา หน้า ๒๖๘
|
จิตเหมือนเถาวัลย์
...ความยุ่งยากของจิตใจ เปรียบเหมือนกับว่า เครือเถาที่มันขึ้นคลุมต้นไม้ เครือเถาที่มันคลุมต้น ที่ต้นมัน มันมีเครือเดียวเท่านั้นแหละ ขึ้นไปถึงกิ่งก้านสาขาแตกแขนงออก ก็คลุมต้นไม้จนหมดทั่วหมดนั่นแหละ ถ้าจะไปสาวแต่ปลายเข้ามา ปูโธ่! มันมากเหลือเกิน ไอ้เครือที่มันแตกแง่ม แตกง่ามเยอะแยะ แต่ถ้ามาดูต้น มันมีเครือเดียวเท่านั้นแหละ ก็จับต้นมันนี่ นี่หลักภาวนาของเราก็เหมือนกัน ครั้งแรกเรากำหนดลมหายใจพุทโธ ๆ ๆ อีกอย่างหนึ่งว่า สั่งหายใจว่า
พุทโธ ๆ อยู่น่ะ เรากำหนดอาการน่ะ มันใช้วิญญาณนะ ใจนั้นส่งเข้าไปตามกระแสวิญญาณ วิญญาณนั้นแปลว่า รู้อารมณ์ ให้รู้ความหมายของคำว่า วิญญาณ ใจไปรู้อารมณ์ คือใจนั่นแหละ แต่ว่าใจรู้อารมณ์ เรียกว่าใจไปรู้ลมหายใจเข้าออกก็แล้วกัน มันก็เลยไปติดอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกนั่น ไม่รู้ตัวเองเลย เราสังเกตอยู่หายใจว่า พุทโธ ๆ ใจนั่นเพ่งมองไปที่ลมทั้งหมดเลย ไม่ย้อนหาตัวเองเลย ไม่ย้อนหาดวงรู้เลย...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑๖ ภาวนาพุทโธอยู่ที่ใจ หน้า ๒๒๙
|
|
เข้าถึงผู้รู้
...เราจะเห็นได้ว่าหรือได้ยินได้ฟังมาเสมอว่าปู่ ย่า ตา ยาย ของเราสอนให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือในขณะที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็ให้นึก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือ บริกรรมในใจว่า พุทโธ ๆ สม่ำเสมอ ไม่ให้ปล่อยใจไป การบริกรรมอย่างนั้น การว่าอย่างนั้น ครั้งแรกก็เรียกว่ายังเป็นการบริกรรม เป็นการผูกพันรักษาใจของเราไว้ในเรื่องที่ว่านั้น เท่านั้น ยังไม่ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่เมื่อใดนึกพุทโธ มาก ๆ เข้า ใจมันสงบลง ใจก็สงบเข้าถึงผู้รู้ ถึงธาตุรู้ ถึงตัวเอง แล้วก็สงบเข้าถึง พุทโธ คราวนี้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่แล้วมีในใจ จึงพึ่งได้ เพราะมันเป็นอันเดียวกันกับใจซะแล้ว...
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๒๓ ฉลาดในกุศลและอกุศล หน้า ๒๗๙
|
ชาวนากับวัว
...การรักษาจิต ผูกจิตไว้ เหมือนชาวนาเขามัด(ผูก)วัว วัวตัวน้อย มันยังไม่ถูกเชือก ถูกปอน่ะ เขาจะเอาเชือก เอาปอมาผูกมันใหม่ เขาก็เอาเชือกมัด(ผูก)ที่คอ มันก็ต้องมีเดี่ยว เดี่ยวคือขอด(ขมวด)ปมไว้ หรือเอาไม้ขอดปมไว้ เพื่อว่ามันรูดเข้าไป บ่ให้รัดคอมันนั่น ตอนที่คอก็ใส่อย่างนั้น ให้มีคือมีเดี่ยว สำหรับบ่ให้มัน(ผูก)รัดคอ แล้วก็นำเชือกอีกเงื่อนหนึ่งไปมัดที่เสา เขาก็มัด(ผูก)มันให้มันหมุนรอบตัวมันได้ พอเอาเชือกมัด(ผูก)เท่านั้น มันก็ดิ้นใหญ่ วัวตัวนั้นดิ้นวนไป ๆ ๆ รอบเสานั้น ถ้าว่ารอบไป ๆ ไอ้เชือกมันก็อยู่อย่างเก่า เชือกมันก็บ่ขอดบ่รัด เพราะมันมีที่หมุน มันหมุนตัว เต็มที่ของมันล่ะ นานเข้ามันก็เหนื่อย เห็นว่าเชือกบ่ขาดละทีนี้ พอเชือกบ่ขาดก็นอน ผูกไว้ก็นอน เอาหัวเมาะไว้ที่เสาน่ะ นี่หลักน่ะ เชือกก็บ่ดึงไว้ ทีนี้ มันฮู้ตัว ว่าเชือกมันบ่ขาด ก็เลยนิ่งรู้อยู่เลยทีเนี้ย ไม่ต้องไปดิ้นดันอะไรทั้งนั้น เพราะรู้ว่าดึงปั๊บ มันก็จะติดเชือก ละที่นี้ เรามาเปรียบเทียบของเราละทีนี้ วัวน้อยก็คือใจ ของเราทุกคน เชือกก็คือสติไปผูกมันไว้ หลักก็คือที่ตั้ง อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า กัมมัฏฐานและก็ลมหายใจ ว่า พุทโธ นั้นเรียกว่าหลักได้..
ที่มา : กัณฑ์ที่ ๑๕ ผูกจิตดูทุกข์ หน้า ๒๑๘.
|
|
|
|
|
|
| |
|
|